ข่าวสาร/กิจกรรม

การประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย พ.ศ. ….

30 ต.ค. 2568
212
กพร ครั้งที่ 4.68

         คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเห็นชอบร่างกฎหมายยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อปลดล็อกการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) เปิดทางให้ภาคส่วนอื่นร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาระบบราชการ พร้อมทั้งเห็นชอบหลักการแก้ไขปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อยกเลิกความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น และปรับปรุงหลักการให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันและมาตรฐานสากล

         วันนี้ (30 ตุลาคม 2568) นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย พ.ศ. …. ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความซับซ้อนและข้อจำกัดของระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว ไม่สามารถปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ทันเวลา เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะช่วยให้ภาครัฐทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการ สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาร่วมงานได้ และมีกลไกที่ยืดหยุ่นในการทดลองใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่  เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

         ร่างพระราชบัญญัติฯ มีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

             1) การบริหารงานแบบบูรณาการ เพื่อทลายการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ ภายใต้กลไกกลางที่มีอำนาจขับเคลื่อนชัดเจน

             2) การบริหารราชการรูปแบบพิเศษ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานสามารถทดลองนวัตกรรม (Sandbox) หรือจัดตั้งหน่วยงานเสมือนจริง เพื่อสร้างความคล่องตัวและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้

             3) การบริหารงานแบบเครือข่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถดึงความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมาร่วมจัดทำบริการสาธารณะได้

             4) การบริหารงานในภาวะวิกฤต ที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถรวมศูนย์สั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องรอการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแก้ไขพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 20 ปี ทำให้บทบัญญัติหลายส่วนมีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่ออกมาภายหลัง และไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการบริหารราชการที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงครั้งนี้จึงมีความจำเป็นเพื่อยกระดับหลักธรรมาภิบาลภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

          นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “การเห็นชอบหลักการกฎหมายสำคัญทั้ง 2 ฉบับในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบราชการไทย ตามนโยบายที่คณะรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพราะจะสามารถปลดล็อกข้อจำกัดจากกฎหมาย กฎระเบียบ เพิ่มความคล่องตัว เพื่อให้ภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความท้าทายใหม่ ๆ”