
เมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ.ร. เข้าร่วมการประชุมเรื่องร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี พ.ศ. 2570-2574 วัตถุประสงค์ของการประชุม เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี พ.ศ. 2570-2574 ซึ่งจัดโดย The United Nations In Thailand (UN) ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศ
สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
(1) ปัจจุบัน UN มีองค์กรความร่วมมือที่เป็นภาคีเครือข่าย จำนวน 21 หน่วยงาน เช่น UNDP (โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ) UNESCO (องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ) UNICEF (กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ) WHO (องค์การอนามัยโลก) และ UNHCR (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) เป็นต้น
(2) กรอบความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2570–2574 ได้กำหนดกรอบความร่วมมือหลัก 3 ด้านหลัก ดังนี้
1️⃣ People and Prosperity – การพัฒนาคน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม สู่สังคมขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
2️⃣ Planet and Prosperity – การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด เกษตรยั่งยืน รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3️⃣ Peace and Partnership – เสริมสร้างความร่วมมือ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำกับดูแล AI และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการและโอกาสอย่างเท่าเทียม
(3) ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้มีการเพิ่มเติมในร่างกรอบความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี พ.ศ. 2570-2574
– การพัฒนา AI Governance และระบบดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารงานของรัฐ
– การส่งเสริม การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรม และแนวทาง Nature-based Solutions
– การพัฒนาระบบอาหารและเกษตรยั่งยืน ลดขยะในทุกภาคส่วน และสร้าง Sustainable Financing
– การมีส่วนร่วมของเยาวชนและภาคประชาสังคม การเข้าถึงของผู้พิการ การใช้ข้อมูลเปิด (Open Data) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
(4) ความคาดหวังของผู้เข้าร่วมประชุมต่อบทบาทของ UN มีดังนี้
– เชื่อมโยงความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ (Matchmaker) และเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศไทย
– สามารถเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องที่ประเทศไทยควรต้องดำเนินการเร่งด่วน (Prioritizer)
– แบ่งปันข้อมูล ความรู้ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
(5) ในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยคาดว่าจะเผชิญความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การเข้าสู่สังคมสูงวัย การปรับตัวต่อเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy)
(6) UN จะดำเนินงานร่วมกับประเทศไทยในการขับเคลื่อน SDGs สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ภายในปี 2030 โดยจะบูรณาการความเชี่ยวชาญ นวัตกรรม เพื่อเร่งการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน




