
🎯 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดการประชุม อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุม ก.พ.ร. ชั้น 5 สำนักงาน ก.พ.ร. และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Microsoft Team) โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานการประชุม
📌สรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม ได้ดังนี้
1. รับทราบมติ ก.พ.ร. ในการประชุม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เรื่อง แพลตฟอร์มบริการรวมศูนย์เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ซึ่งเห็นชอบให้ อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ร่วมกับ อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น ศึกษารายละเอียดเชิงลึกเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มบริการรวมศูนย์เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ก่อนนำผลการศึกษาเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาต่อไป
📍ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมว่าควรต้องหารือรายละเอียดร่วมกันระหว่าง อ.ก.พ.ร. ทั้ง 2 คณะ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการร่วมกันต่อไป
2. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการในการส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐให้เป็นองค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ: กรณีกรมบังคับคดี ซึ่งกรมบังคับคดีได้เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนตามกรอบ MOU โดยมีแผนจะนำร่องใน 3 หน่วยงาน ตามขนาดที่แตกต่างกัน ได้แก่ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 7 (ขนาดเล็ก) สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรสงคราม (ขนาดกลาง) และสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี (ขนาดใหญ่) โดยมีเป้าหมายให้ทั้ง 3 หน่วยงานนำร่อง สามารถจัดทำสำนวนอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบของสำนวนประเภทอายัดก่อน และขยายผลไปยังสำนวนทุกประเภทภายในปี พ.ศ. 2569 โดยกรมบังคับคดีมีประเด็นข้อติดขัดในส่วนของหน่วยงานที่ต้องติดต่อทั้งภาครัฐและเอกชนบางหน่วยงานไม่ยอมรับการส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน e-mail ซึ่งจะหารือกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อแก้ไขปัญหาในประเด็นนี้ต่อไป
📍ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการรับ-ส่งเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน e-mail สามารถดำเนินการได้ตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2562 อยู่แล้ว ประเด็นข้อติดขัดดังกล่าวจึงไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่กรมบังคับคดี ควรหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสม ดังนี้
– กรณีหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมที่ดิน ควรมีการกำหนด SLA สำหรับใช้เป็นแนวปฏิบัติในการรับ-ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน e-mail ระหว่างกัน เพื่อให้เกิดความรัดกุม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปฏิบัติงาน
– กรณีหน่วยงานภาคเอกชนโดยเฉพาะภาคธนาคาร ควรมีการนำร่องในการรับ-ส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน e-mail กับ 2-3 ธนาคารหลัก เพื่อหาแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ก่อน แล้วจึงนำไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดเป็นแนวปฏิบัติของธนาคารทุกแห่งต่อไป
3. พิจารณาการขับเคลื่อนการให้บริการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) : ระบบการอนุญาตวัตถุอันตราย ณ จุดเดียว (Hazardous Substance Single Submission : HSSS) (หน่วยงานหลัก: กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.))
ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า กรอ. ได้ตอบโจทย์ในการพัฒนาระบบ HSSS แล้ว โดยได้เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบบูรณาการข้อมูลสารเคมีและวัตถุอันตรายเพื่อการบริหารจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายแห่งชาติ ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมทั้งได้มีการนำข้อมูลจากระบบบูรณาการฯ ไปใช้ประโยชน์ อาทิ ใช้ประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลวัตถุอันตราย ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการปรับปรุงหลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติ และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังวัตถุอันตรายที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ยังพัฒนาให้ระบบขออนุญาตวัตถุอันตรายของ กรอ. (HSSS-2024) สามารถให้บริการได้แบบ Fully Digital และเปิดให้บริการแบบออนไลน์ 100% ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรติดตามประเมินผลว่า ระบบดังกล่าวช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น และมีความคุ้มค่าในการลงทุนระบบหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ หากรูปแบบการดำเนินงานดังกล่าวเป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว หน่วยงานอื่นที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกันก็ไม่ควรลงทุนพัฒนาระบบใหม่ที่ซ้ำซ้อน แต่ควรขยายผลจากต้นแบบเดิม เพื่อประหยัดงบประมาณ และสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งภาครัฐ รวมทั้งควรต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานกลางของภาครัฐที่มีร่วมกันด้วย เช่น ศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Exchange : GDX)
📍โดยที่ประชุมมีมติ (1) รับทราบผลการดำเนินการของระบบ HSSS แผนการดำเนินการในระยะต่อไปของ กรอ. และ (2) เห็นชอบให้ กรอ. ดำเนินการตามแผนโดยไม่ต้องขับเคลื่อนเป็นงานบริการ Agenda
4. พิจารณาการขับเคลื่อนการให้บริการประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) : ระบบการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทาง (Ease of traveling) (หน่วยงานหลัก: สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (สป.กก.))
ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า สป.กก. ดำเนินการได้แล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ ประกอบกับ อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เห็นชอบให้บูรณาการจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางท่องเที่ยวเมืองไทย โดยมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำกรอบหลักการ แนวทาง และขอบเขตการดำเนินงาน ร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการต่อไป จึงเห็นควรยุติการขับเคลื่อนระบบการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทาง (Ease of traveling) ในรูปแบบของงานบริการ Agenda ทั้งนี้ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณานำข้อมูลที่มีการจัดเก็บไว้จาก Agenda นี้ มาใช้ประโยชน์เชิงนโยบายด้วย และได้เน้นย้ำสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางท่องเที่ยวเมืองไทยให้ดำเนินการแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ให้ออกแบบระบบโดยคำนึงถึงทั้งมิติภาครัฐและเอกชน กำหนดแนวทางการจัดเก็บข้อมูลให้ชัดเจน รวมทั้งออกแบบให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง และให้รายงานความก้าวหน้าต่อที่ประชุมเป็นระยะด้วย
📍โดยที่ประชุมมีมติ (1) รับทราบผลการดำเนินการของระบบการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทาง และแผนการดำเนินการในระยะต่อไปของ สป.กก. และ (2) เห็นชอบให้ยุติการขับเคลื่อนระบบการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เดินทาง (Ease of traveling) ในรูปแบบของงานบริการ Agenda
#รัฐบาลดิจิทัล #eService #แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง #ลดภาระประชาชน #อกพร #OPDC