
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นประธานการประชุม ก.พ.ร. โดยมี3 ประเด็นสำคัญในการประชุม ได้แก่ ข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ “1กรม 1โปร่งใสไร้เทา” การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนการประเมิน Business Ready (B-READY) ของธนาคารโลก ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ก.พ.ร. ได้นำผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจทั่วประเทศ จำนวน 401 ราย มาประกอบการพิจารณา ซึ่งผลสำรวจสะท้อนว่า ภาคเอกชนยังมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และกว่าครึ่งเห็นว่าสถานการณ์แย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา ก.พ.ร. จึงมีมติให้มี โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” เพื่อกำหนดให้หน่วยงานระดับกรมทุกแห่งคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส การใช้ดุลพินิจ และการทุจริต หรือมีผลกระทบสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก มาดำเนินการ โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับผลตอบแทนตามที่ กกร. ระบุ เช่น งานออกใบอนุญาต งานตรวจสอบ งานด้านภาษี และงานจัดซื้อจัดจ้าง
โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แบ่งการดำเนินการออกเป็นกลุ่มนำร่องและกลุ่มทั่วไป โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ พร้อมให้แต่ละหน่วยงานกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมกับภารกิจ นอกจากนี้ จะใช้กลไกสร้างแรงจูงใจผ่านรางวัลเลิศรัฐประเภท “เสริมสร้างความโปร่งใส” เพื่อยกย่องหน่วยงานที่ดำเนินการได้สำเร็จและเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานอื่นต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมีสาระสำคัญคือการโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” เพื่อบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเชิงยุทธศาสตร์ และยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Value-based Tourism) ขณะเดียวกันให้ปรับบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมเป็น “กระทรวงการกีฬา” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย พัฒนากีฬาอาชีพ และผลักดันอุตสาหกรรมกีฬาให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป พร้อมเสนอให้ทั้งสองกระทรวงชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน
ในด้านการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่ประชุมได้รับทราบผลการสำรวจ Enterprise Surveys 2025 ของประเทศไทย ซึ่งธนาคารโลกดำเนินการเก็บข้อมูลจากสถานประกอบการ 813 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมธุรกิจทุกขนาดทั้งภาคการผลิตและบริการ ผลสำรวจสะท้อนว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความรวดเร็วในการออกใบอนุญาต ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียร การผ่านพิธีการศุลกากรที่รวดเร็ว ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ และการใช้ e-Payment ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาการแข่งขันจากธุรกิจนอกระบบ ต้นทุนและประสิทธิภาพการขนส่ง การขาดแคลนแรงงานทักษะ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยผลส่วนหนึ่งจะนำไปประกอบการประเมิน B-READY 2026 ด้านประสิทธิภาพการดำเนินการ (Operational Efficiency)
การประชุมครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างองค์กรให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การพัฒนาด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีนานาชาติ