
📌 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. จัดประชุม อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต ครั้งที่ 5/2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายเสรี นนทสูติ เป็นประธาน ประเด็นสำคัญของการประชุม สรุปได้ดังนี้
1. รับทราบการปรับปรุงผลการจำลองคะแนน (Self-Assessment with Score Simulation) ของประเทศไทยตามเกณฑ์ Business Ready 2026 ซึ่งได้เทียบเคียงให้มีความครอบคลุมกับหลายประเทศ เช่น สิงค์โปร์ ภูมิภาคอาเซียน และประเทศควินไทล์แรก โดยมีผลการจำลองคะแนนที่น่าสนใจ ดังนี้
1.1) เสาหลักที่ 1 กรอบการกำกับดูแล ได้คะแนนเฉลี่ย 65.6 คะแนน (คะแนนเป้าหมาย 72 คะแนน) เสาหลักที่ 2 บริการสาธารณะ ได้คะแนนเฉลี่ย 72.7 คะแนน (คะแนนเป้าหมาย 70 คะแนน) เสาหลักที่ 3 ประสิทธิภาพการดำเนินการ ได้คะแนนเฉลี่ย 72.4 คะแนน (คะแนนเป้าหมาย 75 คะแนน)
1.2) ผลจากการจำลองคะแนนพบว่า ด้านที่ต้องเร่งปรับปรุง ได้แก่ การแข่งขันทางการตลาด การล้มละลายทางธุรกิจ และการค้าระหว่างประเทศ
2. รับทราบผลการสำรวจ Enterprise Surveys ของประเทศไทย 2025 ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของภาคเอกชน โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ดังนี้
2.1) จุดเด่นของประเทศไทยในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจและการพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ ประกอบไปด้วย 6 ด้าน คือ ภาระด้านกฎระเบียบของรัฐอยู่ในระดับต่ำ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง กระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรที่รวดเร็ว ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพ e-Payment ที่มีการใช้งานในระดับสูง และความเสมอภาคทางเพศในภาคธุรกิจ
2.2) ความท้าทายของประเทศไทย ประกอบด้วย การแข่งขันกับธุรกิจนอกระบบ ปัญหาการขนส่ง การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและการฝึกอบรมที่เพียงพอ และข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
3. พิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนตามประเด็นเร่งด่วน
3.1) การเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (BO) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงาน ปปง.
– เกณฑ์ของ B-READY ที่วัดเรื่อง BO จะประเมินเรื่องข้อกำหนดด้านการยื่นข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง เช่น การจดทะเบียนข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ประเภทข้อมูลที่ต้องแจ้งเกี่ยวกับผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังประเมินเรื่องการจัดเก็บข้อมูลนิติบุคคลและข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงโดยมีฐานข้อมูลกลางที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้
– ในปัจจุบัน การจัดเก็บข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (BO) ของไทยยังคงมีข้อจำกัดในสองหน่วยงานหลัก โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าติดข้อจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ให้อำนาจจัดเก็บเพียงข้อมูลผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงข้อมูล BO ขณะที่สำนักงาน ปปง. แม้จะมีการจัดเก็บข้อมูล BO อยู่บ้าง แต่ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มธุรกิจเสี่ยง 10 ประเภท ผ่านการดึงข้อมูลธุรกรรมของสถาบันการเงินและสำนักงานที่ดิน โดยยังไม่ได้ขยายผลให้ครอบคลุมการรายงานข้อมูลของนิติบุคคลในทุกกรณี
– สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างเสนอร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฉบับใหม่ ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าหากกฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการจะเป็นประโยชน์กับประเด็น BO
3.2) การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการพัฒนาระบบกรอกข้อมูลภาษีล่วงหน้า (Pre-Filled) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรมสรรพากร
– กรมสรรพากรเดินหน้าพัฒนาระบบภาษีดิจิทัล ทั้งระบบกรอกข้อมูลล่วงหน้า (Pre-Filled) และการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีและตอบโจทย์เกณฑ์ B-READY ของธนาคารโลกอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระบบ Pre-Filled ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่ครอบคลุมการยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ม
– กรมสรรพากรมีแนวทางปรับปรุงระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้บูรณาการข้อมูลและตอบสนองความต้องการของผู้เสียภาษี ผ่านระบบ ‘D-VAT and SBT’ ซึ่งเป็นบริการรูปแบบดิจิทัลอย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ และการพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘D-MyTax’ เพื่อรองรับระบบกรอกข้อมูลภาษีล่วงหน้า (Pre-filled) ทั้งสำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม
3.3) ข้อเสนอการปรับปรุงกฎหมายตามแนวทางการประเมิน B-READY ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
– กลุ่ม A ข้อเสนอระยะเร่งด่วน (Quick Wins) ซึ่งหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านประกาศ ระเบียบ หรือแนวปฏิบัติ จำนวน 9 ข้อเสนอ ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 6 เดือน เช่น การส่งเสริม Green Building โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมแบบเปิด ระบบบันทึกและรายงานภาษีแบบง่ายสำหรับ SME
– กลุ่ม B ข้อเสนอการปรับปรุงกฎระเบียบระดับรอง ซึ่งต้องแก้ไขกฎกระทรวงหรือประกาศที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ข้อเสนอ ระยะเวลาดำเนินการ 6 – 12 เดือน เช่น การกำหนดให้กิจการความเสี่ยงต่ำ
ใช้ระบบจดแจ้ง/รับรองตนเองแทนใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านการใช้พลังงานสำหรับอาคาร
– กลุ่ม C ข้อเสนอการปฏิรูปกฎหมายเชิงโครงสร้าง ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติและดำเนินการผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ จำนวน 29 ข้อเสนอ ระยะเวลาดำเนินการ 12 – 24 เดือน เช่นการยกเลิกข้อจำกัดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (FBA) การจัดทำระบบแจ้งผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงแบบครบวงจร พร้อมมาตรการป้องกันนอมินี
นอกจากนี้ ฝ่ายเลขาฯ ได้รายงานผลการประชุมนอกรอบระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.พ.ร. ประเด็นการแบ่งปันข้อมูลเครดิตข้ามพรมแดน พบว่า มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 (มาตรา 3 และ 20) กำหนดให้เปิดเผยและประมวลผลข้อมูลเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้น การดำเนินการในรูปแบบ MOU หรือ เชื่อมโยงข้อมูลกับต่างประเทศได้จึงไม่สามารถทำได้
ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศ มีข้อสังเกตให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการสำรวจความต้องการ (Demand) ของ SME เพื่อประเมินความคุ้มค่า และใช้ระบบที่ใช้อยู่ปัจจุบันที่ไม่ขัดกฎหมายไปก่อน เช่น ให้ลูกหนี้ส่งข้อมูลเอง หรือใช้ข้อมูลภายในเครือธนาคารเดียวกัน
✅ ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ดำเนินการต่อไป ดังนี้
1. วิเคราะห์และชื่อมโยงการขับเคลื่อนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจตามแนวทาง B-READY ควรมีการวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดสากลอื่น ๆ อาทิ OECD, CPI, IMD และ WJP เพื่อให้การดำเนินงานมีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
2. ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เป็น Focal Points ของทั้ง 10 ด้าน เพื่อรับทราบผลการจำลองคะแนน
3. ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนและยืนยันข้อเสนอการปรับปรุงกฎหมายตามแนวทางการประเมิน B-READY
#B-READY #BusinessEnvironment #OPDC #GoodGovernance #ธนาคารโลก #อกพรขับเคลื่อนระบบราชการเพื่ออนาคต