
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 สำนักงาน ป.ป.ท. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อยกระดับผลคะแนน ITA ของส่วนราชการระดับกรม ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค ฟอรั่ม โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษเน้นย้ำนโยบายหลักของรัฐบาลในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD อย่างสมบูรณ์ โดยตั้งเป้าหมายยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้สูงขึ้น ผ่านกลไกสำคัญอย่าง “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตท.)” และ “พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ….” พร้อมทั้งกล่าวถึงแผนปฏิรูปในอนาคตด้วยการย้ายกระบวนงานอนุมัติและอนุญาตขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด และพัฒนาหน้าจอแสดงสถานะ (Dashboard) ให้ประชาชนและหน่วยงานปราบปรามทุจริตสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้าเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของสำนักงาน ก.พ.ร. โดยมี นายธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. นำเสนอเครื่องมือสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ ฉบับแก้ไขปรับปรุง เพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานลดดุลพินิจ และระบบ “บอกเราถึงรัฐ” (e-Participation Platform บนระบบ Traffy Fondue) สำหรับรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งนับเป็นกลไกหลักในการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสตามกรอบ ITA อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าว มีกิจกรรมเสวนา เรื่อง การยกระดับการประเมิน ITA : พลังขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ดังนี้
1. นายธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. : การปฏิรูประบบราชการเพื่อขับเคลื่อนความโปร่งใสในปัจจุบัน มุ่งเน้นการเชื่อมโยงจากนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูล (แผน NAP) เป็นกรอบให้หน่วยงานรัฐเร่งเปิดเผย 7 ชุดข้อมูลสำคัญ จากเป้าหมาย 25 ชุดข้อมูล ควบคู่กับปฏิบัติตาม 11 หลักการของ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ เพื่อลดขั้นตอนและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ (Red Tape Reduction)
สำหรับแนวทางบริการประชาชนภาครัฐได้ปรับปรุงในหลายมิติ ทั้งการยกเลิกคณะกรรมการที่ซ้ำซ้อน ปรับการอนุมัติเป็นการจดแจ้ง ขยายอายุใบอนุญาต และยกเลิกการใช้ใบแจ้งความกรณีใบอนุญาตสูญหาย พร้อมทั้งเพิ่มความเร็วด้วยช่องทางด่วนพิเศษ (Fast Track) ใช้การชำระค่าธรรมเนียมแทนการต่ออายุใบอนุญาต นำระบบอนุญาตหลัก (Super License) มาใช้ และพัฒนา “ศูนย์รับคำขอกลาง” เพื่อให้ประชาชนติดต่อราชการได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว
หัวใจสำคัญของการประเมิน ITA รูปแบบใหม่นี้ คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดให้ข้อมูลจากการปฏิบัติงานประจำถือเป็นของสาธารณะที่จะต้องถูกเปิดเผยโดยอัตโนมัติบนระบบกลาง (data.go.th) เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ซึ่งเป็นการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Open Data) ผ่านการรับฟังความต้องการ มาร่วมคิดร่วมออกแบบบริการสาธารณะ และเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในแผน NAP เพื่อสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง
2. นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. : ระบุว่าหน่วยงานรัฐได้เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานบุคคลบนเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ได้กำหนดให้ 160 ส่วนราชการ นำข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชีข้อมูลกลางภาครัฐ (Government Data Catalog : GD Catalog) เพื่อให้ประชาชนสามารถนำข้อมูลเปิดเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐได้จริง
3. นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการ ป.ป.ท. : ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับช่องว่างในการทุจริต โดย คะแนน ITA ของหน่วยงานภาครัฐมักสวนทางกับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศ ทั้งที่มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง เจตนารมณ์ที่แท้จริงของเกณฑ์ ITA คือการเปิดเผยข้อมูลที่นำไปสู่การตรวจสอบได้จริง โดยในปีนี้ได้มีการยกระดับด้วยการเปิดเผย 7 ชุดข้อมูลสำคัญตามมาตรฐานบัญชีข้อมูลภาครัฐ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่หน่วยงานมีอยู่แล้ว นอกจากนี้ แม้ พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกฯ จะเป็นความหวังในการให้บริการประชาชน แต่ที่ผ่านมาก็ยังคงมีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ภาครัฐจึงได้นำระบบดิจิทัลและหลักการ 11 ข้อ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อปิดช่องว่างและป้องกันการเรียกรับสินบนอย่างเด็ดขาด
4. นางกาญจนา ภู่มาลี ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ : ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า แท้จริงแล้วข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐมีอยู่พร้อมแล้วเนื่องจากเป็นข้อมูลจากการดำเนินงานในปีงบประมาณที่ผ่านมาและสามารถเปิดเผยได้ทันที เพียงแต่ต้องนำมาจัดระเบียบและปรับปรุงให้เป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ปัจจุบัน สสช. ได้พัฒนา “ระบบแดชบอร์ด (Dashboard)” สำหรับชุดข้อมูลสำคัญทั้ง 7 ตัวนี้ขึ้นมา เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถติดตามและตรวจสอบสถานะการดำเนินงานของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยเร่งรัดให้การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐสำเร็จลุล่วงทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดต่อไป




