ข่าวสาร/กิจกรรม

การประชุม 2026 meeting of the OECD Network on Innovative, Digital and Open Governments in Southeast Asia (INDIGO Network: SEA) ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย 🇮🇩

4 มิ.ย. 2569
15
img0206694 1

         🕝 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นางสาวดารารัตน์ โฆษิตพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ในฐานะผู้แทนของประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม 2026 Meeting of the OECD Network on Innovative, Digital and Open Governments in Southeast Asia (INDIGO Network: SEA) ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมด้วยนางสาวนฤมล ติยะแสงทอง นักพัฒนาระบบราชการชำนาญการพิเศษ

         📌 การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายของประเทศสมาชิกในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล รวมทั้งหารือแนวทางเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิก OECD ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวม 9 ประเทศเข้าร่วมประชุม และมีผู้แทนจากประเทศออสเตรเลียและสหราชอาณาจักรเข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Online ด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญจากการประชุม ดังนี้

         🚀 หัวข้อ 1: ภาพรวมการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภาครัฐ โดยผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ดังนี้

         🇧🇳 ประเทศบรูไน ได้เปิดตัวระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลแห่งชาติ “Brunei ID” ที่ให้ประชาชนเข้าสู่ระบบบริการภาครัฐต่าง ๆ ได้ผ่านการลงทะเบียนด้วย Single Sign-On ร่วมกับการนำร่องแพลตฟอร์ม “Form BN” ที่ช่วยให้หน่วยงานภาครัฐสามารถสร้าง บริหารจัดการ และใช้งานฟอร์มออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

         🇰🇭 ประเทศกัมพูชา ได้มีการพัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัลแห่งชาติ “CamDigiKey” ภายใต้กรอบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิทัล (CamDX) ที่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและใบอนุญาตภาครัฐ โดยปัจจุบันได้เปิดใช้งานและขยายผลครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว

         🇮🇩 ประเทศอินโดนีเซีย ประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบ Digital ID เข้ากับฐานข้อมูลด้านสวัสดิการของประชาชนที่ยืดหยุ่นและเป็นปัจจุบัน ทำให้สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสวัสดิการได้โดยอัตโนมัติ ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลและลดระยะเวลาการรอคอยของประชาชน

         🇱🇦 สปป.ลาว ให้ความสำคัญกับการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและข้อมูล (Data & AI Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยประสบความสำเร็จในการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Sovereign AI Platform ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับภาษาลาวและบริบทการบริหารราชการของประเทศลาวโดยเฉพาะ

         🇲🇾 ประเทศมาเลเซีย นำ Generative AI ในรูปแบบ Chatbot มาให้บริการเชิงรุกแก่ประชาชน นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะยกระดับบริการภาครัฐด้วยการนำ Agentic AI มาใช้ในการตัดสินใจและประมวลผลข้อมูลซึ่งจะสามารถให้บริการแก่ประชาชนผ่านระบบดิจิทัลได้อัตโนมัติ

         🇵🇭 ประเทศฟิลิปปินส์ ได้เปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 91 ล้านคน ควบคู่ไปกับการยกระดับ ‘eGov Super App’ แอปพลิเคชัน ที่เชื่อมโยงระบบบริการและธุรกรรมของหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกันมากกว่า 1,300 ระบบ โดยมียอดดาวน์โหลดสะสมสูงถึง 51 ล้านครั้ง รองรับการประมวลผลธุรกรรมของประชาชนได้ในระดับหลายร้อยรายการต่อวินาที

         🇦🇺 ประเทศออสเตรเลีย มีแผนการนำ AI ไปใช้งานจริงในระดับชาติ ที่มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถข้าราชการให้สามารถใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลายปี ค.ศ. 2026 นี้ จะขยายผลไปสู่การทดลองใช้งานเทคโนโลยี Agentic AI เพื่อช่วยในการตัดสินใจและใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชนโดยอัตโนมัติ

         🇬🇧 สหราชอาณาจักร ได้มีการขยายผล Gov.uk One Login ที่รองรับการบริการของหน่วยงานรัฐแล้วกว่า 200 รายการ ตลอดจนมีการประยุกต์ใช้ AI ผ่าน Gov.uk Chat ซึ่งช่วยให้ประชาชนค้นหาข้อมูลและข้อกฎหมายอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และลดปัญหาการแชร์ข้อมูลบิดเบือนผ่าน Social Media ได้

         🇹🇭 สำหรับประเทศไทย ได้นำเสนอความสำเร็จของการปรับเปลี่ยน รูปแบบการให้บริการภาครัฐไปสู่ e-Service ที่ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางเพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงบริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว โดยมี Biz Portal ที่ให้บริการภาคธุรกิจกว่า 340 ใบอนุญาต มีผู้ใช้งานสะสมกว่า 130,000 ราย และ Citizen Portal ที่ให้บริการประชาชนกว่า 475 งานบริการ มีผู้ใช้งานสะสมกว่า 35 ล้านราย ผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือในชื่อ “ทางรัฐ” นอกจากนี้ ได้ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านระบบ Government Data Exchange (GDX) เพื่อลดการขอข้อมูลซ้ำซ้อนจากประชาชน ซึ่งมีชุดข้อมูลภาครัฐที่ใช้ร่วมกันแล้วกว่า 110 ข้อมูล และเรียกใช้ข้อมูลแล้วกว่า 470 ล้านครั้ง ในขณะเดียวกันยังได้มีการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐ (Open Data) กว่า 4 หมื่นชุดข้อมูล ประชาชนเข้าถึงข้อมูลแล้วกว่า 44 ล้านครั้ง ผ่านเว็บไซต์ Data.go.th

         🤖 ในส่วนของการส่งเสริมการใช้ AI ในภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.ร. โดยความร่วมมือกับ NECTEC จัดทำระบบฐานข้อมูลการนำ AI มาใช้ในภาครัฐ ที่เผยแพร่ผ่าน opdc.ai.in.th และในอนาคตประเทศไทยมีแผนที่จะส่งเสริมให้เกิดการนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลภาครัฐแบบ Real-Time เพื่อคาดการณ์ความต้องการของประชาชนล่วงหน้า อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการและส่งมอบงานบริการภาครัฐที่เหมาะสมภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

         🚀หัวข้อ 2: การขับเคลื่อนศักยภาพ AI ในภาครัฐ

                  🛡️ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบาย ยกระดับการให้บริการ และเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งมีการอภิปรายการดำเนินการในปัจจุบันรวมถึงการวัดผลและประเมินผลกระทบของการใช้ AI โดยสรุปประเด็นสำคัญในการหารือได้ดังนี้

                           🎯ผลการประเมินของ OECD พบว่า ภาครัฐนำ AI มาใช้ในด้านการออกแบบและส่งมอบบริการสาธารณะมากที่สุด ตามด้วยการนำ AI มาใช้ในการทำระบบอัตโนมัติและการตอบสนองเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ การใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ คาดการณ์ และจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าด้านการเงินการคลังและการกำหนดนโยบาย เริ่มมีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
                           🎯ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้จริงควบคู่กับการกำหนดแนวทางในการกำกับดูแล AI ที่มีความรับผิดชอบ รวมถึงสร้างกรอบควบคุมความเสี่ยงทั้งในด้านจริยธรรม (ลดอคติของข้อมูล) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการรักษาอธิปไตยของข้อมูล เพื่อสร้างความไว้วางใจจากประชาชน

         🚀หัวข้อ 3: การปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ เพื่อการบริการสาธารณะเชิงรุก ยืดหยุ่น และไร้รอยต่อ

                  🛡️ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลภาครัฐเพื่อสร้างคุณค่าสาธารณะที่แท้จริงผ่านการคาดการณ์ความต้องการการให้บริการที่ไร้รอยต่อ และการรับมือต่อวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ โดยสรุปประเด็นสำคัญในการหารือได้ดังนี้

                           🎯OECD ได้รายงานถึงผลการประเมิน OURdata Index ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ามีความก้าวหน้าด้าน Data Availability แต่ยังมีความท้าทายในด้าน Data Re-Useable ที่ยังมีคะแนนเฉลี่ยต่ำ (0.13) เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD
                           🎯ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากการตั้งรับไปสู่การตอบสนองความต้องการของประชาชนก่อนจะมีการร้องขอ ผ่านฐานข้อมูลคุณภาพสูงที่เชื่อมโยงข้ามหน่วยงานได้ ซึ่งสามารถยกระดับบริการภาครัฐไปสู่การให้บริการเชิงรุกและไร้รอยต่อได้

         🚀 หัวข้อ 4: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ เพื่อการบริการสาธารณะเชิงรุก ยืดหยุ่น และไร้รอยต่อ

                  🛡️ที่ประชุมได้นำเสนอเกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลจะสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐเพื่อการส่งมอบบริการแบบครบวงจรและข้ามพรมแดน โดยสรุปประเด็นสำคัญในการหารือได้ดังนี้

                           🎯OECD ได้นิยามโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ (Digital Public Infrastructure: DPI) ว่าคือระบบเครือข่ายดิจิทัลส่วนกลางที่ใช้ร่วมกันที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงและเชื่อมโยงกันได้ โดยช่วยลดการทำงานแบบแยกส่วนและสามารถยกระดับไปสู่การเป็น Government-as-a-Platform ตามเป้าหมายของ OECD ได้
                           🎯 DPI ประกอบด้วย 4 ระบบสำคัญ คือ Digital Identity, Data-Sharing Systems, Digital Payment, and Digital Notification ซึ่งช่วยสร้างมาตรฐานการบริการเดียวกันและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
                           🎯แม้ประเทศในภูมิภาค Southeast Asia จะมีความก้าวหน้าด้าน Digital ID และระบบการทำงานร่วมกัน แต่ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ใน 2 เรื่องสำคัญ คือ การพัฒนาช่องทางที่เป็นทางการสำหรับการส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ และการสร้างกรอบนโยบายกำกับดูแลการใช้ Open Source Software

         🚀 หัวข้อที่ 5: การพัฒนาพื้นที่ดิจิทัลที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของภาคประชาชน

                  🛡️ที่ประชุมหารือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเข้าใจและตอบสนองต่อข้อเสนอแนะของประชาชนได้แม่นยำยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความรวดเร็วและมีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ โดยสรุปประเด็นสำคัญในการหารือได้ดังนี้

                           🎯ผลสำรวจของ OECD ระบุว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายผ่าน 4 รูปแบบหลัก คือ

                                    1. ช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อเสนอแนะเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสรุปประเด็นสำคัญและเห็นภาพรวมความต้องการของประชาชนได้รวดเร็ว แม่นยำ และปราศจากอคติ
                                    2. เป็นผู้ช่วยเสมือนที่ช่วยให้ประชาชนสามารถทำความเข้าใจกฎระเบียบสิทธิตามกฎหมายได้ง่าย อันจะช่วยลดช่องว่างและส่งเสริมความพร้อมของข้อมูลก่อนการตัดสินใจร่วมกันระหว่างรัฐและประชาชน
                                    3. แปลภาษาและถอดความภาษา เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐในภาษาที่เข้าใจง่าย
                                    4. จำลองสถานการณ์เพื่อศึกษาผลกระทบของการออกแบบนโยบายก่อนการนำนโยบายไปใช้จริง

                           🎯 แม้ว่าจะสามารถนำ AI มาใช้ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ภาครัฐต้องวางกรอบการกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ เพื่อตรวจสอบความลำเอียงของข้อมูล ตลอดจนควรให้ความสำคัญในด้านความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในการเข้าถึงการมีส่วนร่วมผ่าน AI รวมถึงต้องระวังผลกระทบที่เกิดจากการที่รัฐรับฟังความคิดเห็นแต่ไม่มีการชี้แจงว่านำข้อมูลไปใช้อย่างไรจนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงการมีส่วนร่วมตามพิธีการและจะทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐในระยะยาว

         ✏️ ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุมในครั้งนี้ OECD จะนำข้อมูลเชิงลึก ความท้าทาย และกรณีศึกษาที่แต่ละประเทศแบ่งปันไปใช้ในการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจัดกิจกรรมเพื่อติดตามผลการดำเนินการในปีต่อ ๆ ไป

         #OPDC #รัฐบาลดิจิทัล #eService #ทางรัฐ #BizPortal #OECD #INDIGO_SEA #Jakarta

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า