ข่าวสาร/กิจกรรม

ก.พ.ร. เดินหน้าผลักดันแผนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) ของประเทศไทย หลังได้รับข่าวดี ไทยผ่านเกณฑ์การประเมิน และมีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 และเร่งพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชนหลังร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ….ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเอกฉันท์

29 ส.ค. 2568
79
ส่งให้พี่เก่ง 2

         วันที่ 29 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีการประชุมครั้งที่ 3/2568 โดยมีนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองประธาน ก.พ.ร. ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ซึ่งผลการประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิดของประเทศไทย พร้อมทั้งประเด็นนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนภายใต้แผนดังกล่าว

         สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ขับเคลื่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยผ่านการประเมินตามเกณฑ์หลักทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ เกณฑ์พื้นฐาน 4 ตัวชี้วัด ความโปร่งใสทางการเงิน การเข้าถึงข้อมูล การเปิดเผยทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนและเกณฑ์การให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP ซึ่งผลของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งด้านความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและประชาสังคม รวมทั้งเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และเปิดโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับสากล โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะเสนอคณะรัฐมสนตรีแต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก 2 ระดับ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการพลเรือน และจัดทำจดหมายแสดงเจตจำนงเข้าร่วม OGP ส่งไปยัง OGP Secretariat ก่อนที่ OGP จะประกาศรับประเทศไทยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ภายหลังการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ประเทศไทยจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยกำหนดพันธกิจในประเด็นนโยบายสำคัญ เช่น การต่อต้านการทุจริต ธรรมาภิบาลดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

         นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าของการเสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 จากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ด้วยคะแนนท่วมท้นที่ 377 จาก 380 เสียง โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนด้วยหลักการสำคัญ 10 ประการ อาทิ การขยายขอบเขตกฎหมายให้ครอบคลุมงานบริการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและเอกชนมากขึ้น การจัดทำช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Fast track) เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย การปรับเปลี่ยนจาก “การอนุญาต” เป็น “การจดแจ้ง” และการยกเลิกการพิจารณาโดยคณะกรรมการ เพื่อลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่าย การใช้ระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่อลดการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน การจัดทำแบบฟอร์มภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ และการจัดตั้งศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ผลของการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

         สุดท้ายนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนการดำเนินการตามร่างกฎหมายการอำนวยความสะดวกให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของภาครัฐเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า