
![]()
วันที่ 21-22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. เข้าร่วมการประชุม Public Governance Committee (PGC) ครั้งที่ 72 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในฐานะผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยนางโชติมา สงวนพันธุ์ เวชพร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาระบบราชการ และนายหลักทรัพย์ อภิรักษ์วนาลี นักพัฒนาระบบราชการชำนาญการ สาระสำคัญของการประชุม ประกอบด้วย
การปลดล็อกรัฐบาล (Government Unstuck Initiative) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือใหม่ของ OECD เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของรัฐบาลให้สามารถดำเนินการปฏิรูปได้จริง ผ่านการเชื่อมโยงประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น Governing with AI, Simplifying Government และ Measuring Government Effectiveness โดยที่ประชุมเน้นย้ำว่าปัญหาการทำงานของภาครัฐในหลายประเทศไม่ได้เกิดจากการขาดเครื่องมือ แต่เกิดจาก “สถาปัตยกรรมภายใน” ที่ทำให้ภาครัฐเคลื่อนไหวได้ช้า เช่น วัฒนธรรมที่เน้นขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทำให้หน่วยงานไม่กล้าปรับตัว และโครงสร้างการกำกับที่ไม่สอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งนี้ OECD มองว่าขณะนี้คือช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน จากทั้งการเปลี่ยนแปลงของกำลังคนและเทคโนโลยี จึงเสนอให้ประเทศสมาชิกจัดทำกรอบยุทธศาสตร์บูรณาการ เพื่อปลดล็อกสมรรถนะของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ
การเสริมพลังข้าราชการ (Empowering Civil Service)
ผลสำรวจข้าราชการกว่า 57,000 คนสะท้อนว่าข้าราชการ “รู้ว่าควรเปลี่ยนแปลง แต่ระบบไม่เอื้อให้ทำได้” ที่ประชุมจึงเสนอแนวทางการปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐให้ข้าราชการมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมในงานราชการ โดยประเทศต่าง ๆ ได้มีแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ดังนี้
สโลวีเนีย ยกเลิกการประเมินผลรายปีของข้าราชการทั้งระบบ และใช้ “การสนทนาเพื่อการพัฒนา” (Development Interview) แทน เพื่อเปลี่ยนจาก “การตรวจสอบย้อนหลัง” ไปสู่ “การวางแผนอนาคตร่วมกัน” แนวทางนี้ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งนวัตกรรมในระบบราชการได้จริง
สหภาพยุโรป (คณะกรรมาธิการยุโรป) ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยยึดหลัก “โครงสร้างคน–กระบวนการ–องค์กร” (People–Process–Structure) และใช้ “การเปรียบเทียบทิศทางกับต่างประเทศ” (Benchmark) เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง OECD เห็นว่าเป็นแบบอย่างของ “การปฏิรูปเชิงระบบ” (Reform) ที่เริ่มจากคนก่อนนโยบาย
การลดความซับซ้อนของรัฐ (Simplifying Government และ Beige Tape)
ที่ประชุมระบุว่า Beige Tape หมายถึง ภาระเชิงระบบและกลไกภายในราชการที่ทำให้การดำเนินงานของรัฐช้า แม้ไม่ได้เกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรง เช่น ขั้นตอนปฏิบัติที่ซ้ำซ้อน การกลัวความเสี่ยงทางการเมือง วัฒนธรรมการทำงานที่เน้นความปลอดภัยมากกว่าการส่งมอบผลลัพธ์ หรือกลไกกำกับติดตามที่เพิ่มภาระแต่ไม่เพิ่มคุณค่า ภาระลักษณะนี้แตกต่างจาก Red Tape ซึ่งเกิดจากข้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดย Beige Tape คือ ความติดขัดที่เกิดจากระบบ วิธีคิด และพฤติกรรมการบริหารงานภาครัฐ จึงต้องแก้ผ่านการทบทวนขั้นตอนภายใน การปรับวัฒนธรรมองค์กร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อคลายความล่าช้า ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหา Beige Tape ประเทศต่าง ๆ จึงได้ดำเนินการ ดังนี้
ฝรั่งเศส จัดตั้งคณะทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross-functional Team) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดในระบบราชการแบบเฉพาะจุด ก่อนออกมาตรการต่อสาธารณะ ทำให้การบริหารมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
แคนาดา ใช้ข้อมูลเชิงระบบเพื่อระบุภารกิจซ้ำซ้อนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและบริการ เพื่อตัดขั้นตอนที่ไม่สร้าง “ผลลัพธ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม” (value-added) โดย OECD มองว่าเป็นตัวอย่างของการ “ปฏิรูประบบกำกับภายใน” ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพจริง
สหราชอาณาจักร อยู่ระหว่างขับเคลื่อนการเป็น Productive and Agile State ผ่านการลดความซ้ำซ้อนเชิงกระบวนการ การทบทวนบทบาทของหน่วยงานเพื่อควบรวม/ยุบเลิก การเพิ่มทักษะดิจิทัลและขยายการใช้ AI ตลอดจนการปรับโครงสร้างแรงจูงใจและธรรมาภิบาลของข้าราชการ โดยทั้งหมดตั้งอยู่บนวงจร test – learn – grow
ประเทศไทย โดยนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. ร่วมแลกเปลี่ยนกับที่ประชุมว่า ประเทศไทยเห็นว่า “รัฐบาลดิจิทัล” มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ซึ่งเป็นฐานของการปฏิรูปภาครัฐ เนื่องจากการแปลงกระบวนการเป็นดิจิทัล (Digitize) ทำให้บริการของรัฐเร็วขึ้น ถูกลง และง่ายขึ้น (faster–cheaper–simpler) ควบคู่ไปกับการลดภาระระเบียบที่ไม่จำเป็น ผ่านการร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเปลี่ยนใบอนุญาตจำนวนมากเป็น “การจดแจ้ง” การพัฒนา “ใบอนุญาตหลัก (Super License)” สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องใช้ใบอนุญาตหลายประเภท ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของการลดความซับซ้อนต้องตั้งอยู่บนความตกลงร่วมกันในเชิงหลักการ (Shared Commitment) ของ 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) กรอบกำกับที่ชัด (2) โครงสร้างข้อมูลและดิจิทัลรองรับ (3) ทักษะบุคลากร (4) กลไกวัดผลเชื่อมโยงสู่การตัดสินใจ ซึ่งแนวทางของไทยสอดคล้องกับหลักการของ OECD ในการลดภาระระเบียบและขับเคลื่อนการปฏิรูปภาครัฐ
บริการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศุนย์กลาง (Human-centred Public Administrative Services)
ที่ประชุมเห็นว่าคุณภาพของบริการภาครัฐมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับความไว้วางใจของประชาชน แต่หลายประเทศยัง “เก็บเสียงประชาชนไว้ใช้รายงาน” มากกว่าการนำไปขับเคลื่อนเชิงนโยบาย
อินโดนีเซีย นำระบบ SP4N-Lapor! มาใช้เป็น “กระดูกสันหลังของระบบให้ความเห็นระดับชาติ” (National Feedback Backbone) โดยนำข้อมูลร้องเรียนมาใช้ปรับบริการจริง เช่น เมืองเปอกาโลงัน (Pekalongan) ปรับระบบคิวโรงพยาบาลจาก 300 เป็น 600 เคสต่อวัน ซึ่ง OECD ยกให้เป็นตัวอย่าง “รัฐที่ใช้เสียงของประชาชนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือรายงานผล
ทักษะ AI ในภาครัฐ (AI & Skills in Government)
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าอุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในภาครัฐไม่ใช่ “การไม่มีเครื่องมือ” แต่คือ “การที่กำลังคนภาครัฐไม่มีทักษะและกรอบกำกับเพื่อใช้ AI อย่างถูกต้อง” จึงต้องเร่งสร้างขีดความสามารถก่อนขยายการใช้งาน
สิงคโปร์ ใช้แนวทาง 3 ชั้น (3-Layer Approach) ประกอบด้วยการวิเคราะห์ผลกระทบของลักษณะงาน การเร่ง Upskill/Reskill และสร้างพื้นที่ทดลองให้ข้าราชการออกแบบ AI assistant ด้วยตนเอง OECD ยกกรณีนี้เป็นตัวอย่างของ “รัฐสร้างสมรรถนะก่อนขยายการใช้ AI” (State builds capability before scaling AI.)
ไอร์แลนด์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับความฉลาดด้าน AI ในทุกกลุ่มบุคลากร ไม่เฉพาะสายเทคนิค เพื่อลดความเสี่ยงของ “AI ที่ไม่มีความรู้กำกับ” (AI without literacy) ซึ่งนำไปสู่ “การใช้ผิดวัตถุประสงค์และการเชื่อถือเกินจริง” (misuse and over-trust)
การจัดซื้อจัดจ้าง AI ภาครัฐ (AI Public Procurement)
ที่ประชุมเตือนว่าหลายประเทศ “จัดซื้อ AI เพื่อให้มี AI” แทนที่จะซื้อเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะ และการจัดซื้อ AI ต้องถือเป็น “การกำกับเชิงรัฐ” ไม่ใช่เพียงธุรกรรมจัดซื้อ ทั้งนี้ ระเบียบการจัดซื้อ/ ลงทุน AI ในภาครัฐ ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้รองรับกับ AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แคนาดา เน้นว่าก่อนเลือกเทคโนโลยีต้องประเมินความต้องการ (Needs Assessment) เพื่อลดความเสี่ยงการถูกผู้ขายผูกขาด และทำให้รัฐได้ AI ที่ตอบโจทย์จริง
โปรตุเกส ยกตัวอย่างภาคสาธารณสุขที่ระบุว่า หากไม่มีข้อกำหนดเรื่องสิทธิในข้อมูล (Exit Clause และ Data Migration) ไว้ตั้งแต่ต้น รัฐบาลอาจสูญเสียอธิปไตยเชิงข้อมูลไป
สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการจัดซื้อ AI คือ “การกำกับเจตนารมณ์ของรัฐ” ไม่ใช่ “ธุรกรรมทาง IT” จึงต้อง “ฝังกลไกความรับผิดชอบตั้งแต่ต้นทาง” (Embed Accountability) ลงใน TOR เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงจริยธรรมและความเชื่อมั่นสาธารณะ
การยกระดับเสียงของประชาชนสู่การตัดสินใจ (Voice of Citizens & Participation)
ที่ประชุมเน้นว่าคุณภาพของการมีส่วนร่วมของประชาชนเชื่อมโยงโดยตรงกับความชอบธรรมของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงการเปิดช่องทางให้ “แสดงความคิดเห็น” แต่ต้องสามารถนำเสียงประชาชนเข้าสู่ “การออกแบบนโยบายและการตัดสินใจภาครัฐ” อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นการย้ายฐานคิดจาก “Consultation” ไปสู่ “Co-creation” (การออกแบบร่วมกับประชาชน)
การหารือนอกรอบ
นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. ได้หารือทวิภาคีกับผู้แทนของ OECD ระหว่างการประชุม PGC และผู้แทนต่างประเทศ ดังนี้
การหารือกับทีม OECD
การหารือกับ Mr. Janos Bertok ตำแหน่ง Deputy Director of Public Governance Directorate ซึ่งครอบคลุม 4 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของสำนักงาน ก.พ.ร. (2) ความคืบหน้าในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐที่สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพ (3) การมีส่วนร่วมของสำนักงาน ก.พ.ร. ในคณะทำงานย่อยภายใต้การกำกับดูแลของ PGC ได้แก่ Working Party on Open Government และ Working Party of Senior Digital Government Officials (E-Leaders) และ (4) ความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ก.พ.ร. และ OECD ภายใต้โครงการต่างๆ ได้แก่ (1) Fostering a holistic approach to open government (2) OECD Public Services Review of Thailand และ (3) Drivers of trust in public institutions in Thailand
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้รับคำแนะนำจาก Mr. Janos Bertok ในการดำเนินการร่วมกับคณะทำงานย่อยภายใต้การกำกับดูแลของ PGC ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงของการจัดทำ Technical Review หลังจากที่ OECD พิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) ของประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว
การหารือกับ Mr. Conor Das-Doyle ตำแหน่ง Economist, Policy Analyst สังกัด Governance Indicators & Performance Division ภายใต้ Public Governance Directorate โดย Mr. Conor กล่าวขอบคุณสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.พ.ร. เข้าร่วมปฏิบัติงานกับผู้เชี่ยวชาญของ OECD (Secondment) ณ สำนักงาน OECD กรุงปารีส และได้แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่างประเทศในการดำเนินโครงการ OECD Public Services Review of Thailand พร้อมทั้ง ได้เชิญชวนสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมจัดงาน Asia Pacific Governance Forum on Public Administrative Services ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม อมารี กรุงเทพ
การหารือกับ Mr. David Goessmann ตำแหน่ง Head (acting) สังกัด Open Governance Unit ภายใต้ Innovative, Digital, and Open Government (INDIGO) Division โดยเป็นการหารือในการปรับรายละเอียดข้อเสนอโครงการ Fostering a holistic approach to open government ให้สอดคล้องกับการเข้าเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) ของประเทศไทย โดย OECD มีความยินดีที่จะปรับข้อเสนอโครงการดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการจัดทำแผน National Action Plan ของประเทศไทย
การหารือกับผู้แทนต่างประเทศ (สาธารณรัฐอินโดนีเซีย)
![]()
การหารือกับ Mr. Teguh Budi Santoso สังกัด Ministry of Administrative and Bureaucratic Reform สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยเป็นการหารือในประเด็นการแบ่งปันข้อมูลและความร่วมมือในอนาคตเกี่ยวกับ OGP และ Business READY ทั้งนี้ Mr. Teguh ได้ทาบทามให้สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมเป็นเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือในการปฏิบัติตามตราสารของ OECD จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ Declaration on Public Sector Innovation และ Recommendation of the Council on Human-Centred Public Administrative Services ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย
#OECD#Accession#PGC#PublicServiceReform



















