ข่าวสาร/กิจกรรม

นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. เข้าร่วมการประชุม Public Governance Committee (PGC) ครั้งที่ 72 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

27 ต.ค. 2568
50
im221068 1

         🇹🇭🌐  วันที่ 21-22 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. เข้าร่วมการประชุม Public Governance Committee (PGC) ครั้งที่ 72 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในฐานะผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วยนางโชติมา สงวนพันธุ์ เวชพร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาระบบราชการ และนายหลักทรัพย์ อภิรักษ์วนาลี นักพัฒนาระบบราชการชำนาญการ สาระสำคัญของการประชุม ประกอบด้วย

         📌ารปลดล็อกรัฐบาล (Government Unstuck Initiative) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือใหม่ของ OECD เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของรัฐบาลให้สามารถดำเนินการปฏิรูปได้จริง ผ่านการเชื่อมโยงประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น Governing with AI, Simplifying Government และ Measuring Government Effectiveness โดยที่ประชุมเน้นย้ำว่าปัญหาการทำงานของภาครัฐในหลายประเทศไม่ได้เกิดจากการขาดเครื่องมือ แต่เกิดจาก “สถาปัตยกรรมภายใน” ที่ทำให้ภาครัฐเคลื่อนไหวได้ช้า เช่น วัฒนธรรมที่เน้นขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ ความเสี่ยงทางการเมืองที่ทำให้หน่วยงานไม่กล้าปรับตัว และโครงสร้างการกำกับที่ไม่สอดคล้องกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งนี้ OECD มองว่าขณะนี้คือช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน จากทั้งการเปลี่ยนแปลงของกำลังคนและเทคโนโลยี จึงเสนอให้ประเทศสมาชิกจัดทำกรอบยุทธศาสตร์บูรณาการ เพื่อปลดล็อกสมรรถนะของรัฐบาลอย่างเป็นระบบ

         👥 การเสริมพลังข้าราชการ (Empowering Civil Service)

         ผลสำรวจข้าราชการกว่า 57,000 คนสะท้อนว่าข้าราชการ “รู้ว่าควรเปลี่ยนแปลง แต่ระบบไม่เอื้อให้ทำได้” ที่ประชุมจึงเสนอแนวทางการปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐให้ข้าราชการมีอิสระในการตัดสินใจมากขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมในงานราชการ โดยประเทศต่าง ๆ ได้มีแนวปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

         🇸🇮 สโลวีเนีย ยกเลิกการประเมินผลรายปีของข้าราชการทั้งระบบ และใช้ “การสนทนาเพื่อการพัฒนา” (Development Interview) แทน เพื่อเปลี่ยนจาก “การตรวจสอบย้อนหลัง” ไปสู่ “การวางแผนอนาคตร่วมกัน” แนวทางนี้ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งนวัตกรรมในระบบราชการได้จริง

         🇪🇺 สหภาพยุโรป (คณะกรรมาธิการยุโรป) ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยยึดหลัก “โครงสร้างคน–กระบวนการ–องค์กร” (People–Process–Structure) และใช้ “การเปรียบเทียบทิศทางกับต่างประเทศ” (Benchmark) เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง OECD เห็นว่าเป็นแบบอย่างของ “การปฏิรูปเชิงระบบ” (Reform) ที่เริ่มจากคนก่อนนโยบาย

         ⚙️ การลดความซับซ้อนของรัฐ (Simplifying Government และ Beige Tape)

         ที่ประชุมระบุว่า Beige Tape หมายถึง ภาระเชิงระบบและกลไกภายในราชการที่ทำให้การดำเนินงานของรัฐช้า แม้ไม่ได้เกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมายโดยตรง เช่น ขั้นตอนปฏิบัติที่ซ้ำซ้อน การกลัวความเสี่ยงทางการเมือง วัฒนธรรมการทำงานที่เน้นความปลอดภัยมากกว่าการส่งมอบผลลัพธ์ หรือกลไกกำกับติดตามที่เพิ่มภาระแต่ไม่เพิ่มคุณค่า ภาระลักษณะนี้แตกต่างจาก Red Tape ซึ่งเกิดจากข้อกฎหมายและระเบียบที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดย Beige Tape คือ ความติดขัดที่เกิดจากระบบ วิธีคิด และพฤติกรรมการบริหารงานภาครัฐ จึงต้องแก้ผ่านการทบทวนขั้นตอนภายใน การปรับวัฒนธรรมองค์กร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อคลายความล่าช้า ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหา Beige Tape ประเทศต่าง ๆ จึงได้ดำเนินการ ดังนี้

         🇫🇷 ฝรั่งเศส จัดตั้งคณะทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross-functional Team) เพื่อแก้ปัญหาคอขวดในระบบราชการแบบเฉพาะจุด ก่อนออกมาตรการต่อสาธารณะ ทำให้การบริหารมีความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

         🇨🇦 แคนาดา ใช้ข้อมูลเชิงระบบเพื่อระบุภารกิจซ้ำซ้อนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและบริการ เพื่อตัดขั้นตอนที่ไม่สร้าง “ผลลัพธ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม” (value-added) โดย OECD มองว่าเป็นตัวอย่างของการ “ปฏิรูประบบกำกับภายใน” ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงประสิทธิภาพจริง

         🇬🇧 สหราชอาณาจักร อยู่ระหว่างขับเคลื่อนการเป็น Productive and Agile State ผ่านการลดความซ้ำซ้อนเชิงกระบวนการ การทบทวนบทบาทของหน่วยงานเพื่อควบรวม/ยุบเลิก การเพิ่มทักษะดิจิทัลและขยายการใช้ AI ตลอดจนการปรับโครงสร้างแรงจูงใจและธรรมาภิบาลของข้าราชการ โดยทั้งหมดตั้งอยู่บนวงจร test – learn – grow

         🇹🇭 ประเทศไทย โดยนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. ร่วมแลกเปลี่ยนกับที่ประชุมว่า ประเทศไทยเห็นว่า “รัฐบาลดิจิทัล” มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ซึ่งเป็นฐานของการปฏิรูปภาครัฐ เนื่องจากการแปลงกระบวนการเป็นดิจิทัล (Digitize) ทำให้บริการของรัฐเร็วขึ้น ถูกลง และง่ายขึ้น (faster–cheaper–simpler) ควบคู่ไปกับการลดภาระระเบียบที่ไม่จำเป็น ผ่านการร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อเปลี่ยนใบอนุญาตจำนวนมากเป็น “การจดแจ้ง” การพัฒนา “ใบอนุญาตหลัก (Super License)” สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องใช้ใบอนุญาตหลายประเภท ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของการลดความซับซ้อนต้องตั้งอยู่บนความตกลงร่วมกันในเชิงหลักการ (Shared Commitment) ของ 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) กรอบกำกับที่ชัด (2) โครงสร้างข้อมูลและดิจิทัลรองรับ (3) ทักษะบุคลากร (4) กลไกวัดผลเชื่อมโยงสู่การตัดสินใจ ซึ่งแนวทางของไทยสอดคล้องกับหลักการของ OECD ในการลดภาระระเบียบและขับเคลื่อนการปฏิรูปภาครัฐ

         🏛️ บริการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศุนย์กลาง (Human-centred Public Administrative Services)

         ที่ประชุมเห็นว่าคุณภาพของบริการภาครัฐมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับระดับความไว้วางใจของประชาชน แต่หลายประเทศยัง “เก็บเสียงประชาชนไว้ใช้รายงาน” มากกว่าการนำไปขับเคลื่อนเชิงนโยบาย

         🇮🇩 อินโดนีเซีย นำระบบ SP4N-Lapor! มาใช้เป็น “กระดูกสันหลังของระบบให้ความเห็นระดับชาติ” (National Feedback Backbone) โดยนำข้อมูลร้องเรียนมาใช้ปรับบริการจริง เช่น เมืองเปอกาโลงัน (Pekalongan) ปรับระบบคิวโรงพยาบาลจาก 300 เป็น 600 เคสต่อวัน ซึ่ง OECD ยกให้เป็นตัวอย่าง “รัฐที่ใช้เสียงของประชาชนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือรายงานผล

         💡 ทักษะ AI ในภาครัฐ (AI & Skills in Government)

         ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าอุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในภาครัฐไม่ใช่ “การไม่มีเครื่องมือ” แต่คือ “การที่กำลังคนภาครัฐไม่มีทักษะและกรอบกำกับเพื่อใช้ AI อย่างถูกต้อง” จึงต้องเร่งสร้างขีดความสามารถก่อนขยายการใช้งาน

         🇸🇬 สิงคโปร์ ใช้แนวทาง 3 ชั้น (3-Layer Approach) ประกอบด้วยการวิเคราะห์ผลกระทบของลักษณะงาน การเร่ง Upskill/Reskill และสร้างพื้นที่ทดลองให้ข้าราชการออกแบบ AI assistant ด้วยตนเอง OECD ยกกรณีนี้เป็นตัวอย่างของ “รัฐสร้างสมรรถนะก่อนขยายการใช้ AI” (State builds capability before scaling AI.)

         🇮🇪 ไอร์แลนด์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับความฉลาดด้าน AI ในทุกกลุ่มบุคลากร ไม่เฉพาะสายเทคนิค เพื่อลดความเสี่ยงของ “AI ที่ไม่มีความรู้กำกับ” (AI without literacy) ซึ่งนำไปสู่ “การใช้ผิดวัตถุประสงค์และการเชื่อถือเกินจริง” (misuse and over-trust)

         📊 การจัดซื้อจัดจ้าง AI ภาครัฐ (AI Public Procurement)

         ที่ประชุมเตือนว่าหลายประเทศ “จัดซื้อ AI เพื่อให้มี AI” แทนที่จะซื้อเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะ และการจัดซื้อ AI ต้องถือเป็น “การกำกับเชิงรัฐ” ไม่ใช่เพียงธุรกรรมจัดซื้อ ทั้งนี้ ระเบียบการจัดซื้อ/ ลงทุน AI ในภาครัฐ ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อให้รองรับกับ AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

         🇨🇦 แคนาดา เน้นว่าก่อนเลือกเทคโนโลยีต้องประเมินความต้องการ (Needs Assessment) เพื่อลดความเสี่ยงการถูกผู้ขายผูกขาด และทำให้รัฐได้ AI ที่ตอบโจทย์จริง

         🇵🇹 โปรตุเกส ยกตัวอย่างภาคสาธารณสุขที่ระบุว่า หากไม่มีข้อกำหนดเรื่องสิทธิในข้อมูล (Exit Clause และ Data Migration) ไว้ตั้งแต่ต้น รัฐบาลอาจสูญเสียอธิปไตยเชิงข้อมูลไป

         🇺🇸 สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการจัดซื้อ AI คือ “การกำกับเจตนารมณ์ของรัฐ” ไม่ใช่ “ธุรกรรมทาง IT” จึงต้อง “ฝังกลไกความรับผิดชอบตั้งแต่ต้นทาง” (Embed Accountability) ลงใน TOR เพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงจริยธรรมและความเชื่อมั่นสาธารณะ

         🗣️ การยกระดับเสียงของประชาชนสู่การตัดสินใจ (Voice of Citizens & Participation)

         ที่ประชุมเน้นว่าคุณภาพของการมีส่วนร่วมของประชาชนเชื่อมโยงโดยตรงกับความชอบธรรมของรัฐบาล ไม่ใช่เพียงการเปิดช่องทางให้ “แสดงความคิดเห็น” แต่ต้องสามารถนำเสียงประชาชนเข้าสู่ “การออกแบบนโยบายและการตัดสินใจภาครัฐ” อย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นการย้ายฐานคิดจาก “Consultation” ไปสู่ “Co-creation” (การออกแบบร่วมกับประชาชน)

         🤝 การหารือนอกรอบ

         🇹🇭 นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.พ.ร. ได้หารือทวิภาคีกับผู้แทนของ OECD ระหว่างการประชุม PGC และผู้แทนต่างประเทศ ดังนี้

         การหารือกับทีม OECD

         1️⃣ การหารือกับ Mr. Janos Bertok ตำแหน่ง Deputy Director of Public Governance Directorate ซึ่งครอบคลุม 4 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของสำนักงาน ก.พ.ร. (2) ความคืบหน้าในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐที่สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นเจ้าภาพ (3) การมีส่วนร่วมของสำนักงาน ก.พ.ร. ในคณะทำงานย่อยภายใต้การกำกับดูแลของ PGC ได้แก่ Working Party on Open Government และ Working Party of Senior Digital Government Officials (E-Leaders) และ (4) ความคืบหน้าความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ก.พ.ร. และ OECD ภายใต้โครงการต่างๆ ได้แก่ (1) Fostering a holistic approach to open government (2) OECD Public Services Review of Thailand และ (3) Drivers of trust in public institutions in Thailand

         ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้รับคำแนะนำจาก Mr. Janos Bertok ในการดำเนินการร่วมกับคณะทำงานย่อยภายใต้การกำกับดูแลของ PGC ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงของการจัดทำ Technical Review หลังจากที่ OECD พิจารณาข้อตกลงเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) ของประเทศไทยเสร็จสิ้นแล้ว

         2️⃣ การหารือกับ Mr. Conor Das-Doyle ตำแหน่ง Economist, Policy Analyst สังกัด Governance Indicators & Performance Division ภายใต้ Public Governance Directorate โดย Mr. Conor กล่าวขอบคุณสำนักงาน ก.พ.ร. ที่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.พ.ร. เข้าร่วมปฏิบัติงานกับผู้เชี่ยวชาญของ OECD (Secondment) ณ สำนักงาน OECD กรุงปารีส และได้แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งทุนต่างประเทศในการดำเนินโครงการ OECD Public Services Review of Thailand พร้อมทั้ง ได้เชิญชวนสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมจัดงาน Asia Pacific Governance Forum on Public Administrative Services ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม อมารี กรุงเทพ

         3️⃣ การหารือกับ Mr. David Goessmann ตำแหน่ง Head (acting) สังกัด Open Governance Unit ภายใต้ Innovative, Digital, and Open Government (INDIGO) Division โดยเป็นการหารือในการปรับรายละเอียดข้อเสนอโครงการ Fostering a holistic approach to open government ให้สอดคล้องกับการเข้าเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) ของประเทศไทย โดย OECD มีความยินดีที่จะปรับข้อเสนอโครงการดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการจัดทำแผน National Action Plan ของประเทศไทย

         การหารือกับผู้แทนต่างประเทศ (สาธารณรัฐอินโดนีเซีย)

         4️⃣🇮🇩 การหารือกับ Mr. Teguh Budi Santoso สังกัด Ministry of Administrative and Bureaucratic Reform สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยเป็นการหารือในประเด็นการแบ่งปันข้อมูลและความร่วมมือในอนาคตเกี่ยวกับ OGP และ Business READY ทั้งนี้ Mr. Teguh ได้ทาบทามให้สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมเป็นเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือในการปฏิบัติตามตราสารของ OECD จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ Declaration on Public Sector Innovation และ Recommendation of the Council on Human-Centred Public Administrative Services ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของทั้งประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย

         #OECD#Accession#PGC#PublicServiceReform

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า