
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ เป็นประธานการประชุม อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล ครั้งที่ 3/2568 โดยมีนางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นายณัฏฐา พาชัยยุทธ) ฝ่ายเลขานุการ และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอนุกรรมการฯ เข้าร่วมประชุม
📌 โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุม ได้ดังนี้
1. รับทราบการลาออกของนายเดวิด มกรพงศ์ อนุกรรมการ
2. รับทราบความก้าวหน้าแนวทางการบูรณาการการจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางด้านการท่องเที่ยวเมืองไทย ซึ่งได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
(1) ประชุมหารือแนวทางการบูรณาการการจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางท่องเที่ยวเมืองไทย ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ร่วมกับ 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1) สป.กก. 2) ททท. 3) AOT 4) BDI 5) สพร. 6) สป.วธ. 7) สป.ดศ. 8) สดช. 9) Depa 10) หอการค้าไทยฯ 11) สทท.
(2) เข้าพบผู้บริหารของหน่วยงานหลักเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบาย แผนการดำเนินการ และรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งเข้าพบแล้ว 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย ) สป.กก. 2) ททท. 3) สป.วธ. 4) หอการค้าไทยฯ 5) บช.ทท. โดยอยู่ระหว่างรอนัดหมายเข้าพบผู้บริหาร สป.สธ. และ สป.กต.
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติม ดังนี้
(1) ควรกำหนดทิศทางและวัตถุประสงค์ของแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางท่องเที่ยวประเทศไทยให้มีความชัดเจน โดยในเบื้องต้นอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเด็น คือ การพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ก่อนเข้า ระหว่างพำนัก จนออกจากประเทศไทย และการบูรณาการเพื่อใช้ข้อมูลจากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหากแพลตฟอร์มมีการให้บริการแล้ว ก็จะเกิดการไหลเวียนของข้อมูลทำให้เห็นพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติและผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพื่อนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป
(2) ควรพิจารณาจากสถิติการใช้งานว่าคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้พัฒนาและบำรุงรักษา เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมีการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชันแยกตามวัตถุประสงค์และความรับผิดชอบของหน่วยงาน รวมถึงต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไร จึงจะเกิดการบูรณาการร่วมกันได้ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จนี้ คือ การกำหนดเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจหน้าที่ตามภารกิจ และมีความพร้อมที่จะนำการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้
(3) การจะพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ควรศึกษาเส้นทางประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว (Tourism Journey) ก่อน ซึ่งนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศมี Journey ที่ต่างกัน โดยอาจศึกษาจากจากประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ เมื่อได้ Journey แล้ว ก็จะทราบบริการที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่อไปได้
(4) ควรคำนึงถึงช่องทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเห็นและเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวได้โดยง่าย ซึ่งอาจนำไปแสดงไว้ในช่วงที่มีการขอ Visa หรือช่วงของการกรอกข้อมูลใน TDAC (Thailand Digital Arrival Card) ก่อนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
3. พิจารณาการส่งเสริมหน่วยงานภาครัฐให้เป็นองค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบ : กรณีกรมบังคับคดี โดยที่ประชุมพิจารณาแนวทางในการจัดทำ MOU ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ และมีความเห็นว่า ในการขับเคลื่อนการดำเนินการอาจศึกษาแบบอย่างของ ดศ. ที่มีการพัฒนาระบบงานด้านคดี ที่สามารถดำเนินการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งกระบวนการ และเชื่อมโยงระบบดังกล่าวเพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังกับองค์กรศาลได้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเห็นควรให้สำนักงาน ก.พ.ร. ทำหน้าที่สนับสนุนและเสริมสร้างศักยภาพ (Empower) เพื่อให้กรมบังคับคดีสามารถยกระดับสู่การจัดทำสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ของระบบงานบังคับคดีแพ่งให้ได้ 100% โดยจัดตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อขับเคลื่อนงานเชิงรุก เร่งแก้ไขอุปสรรค และปิดช่องว่างในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้มีความต่อเนื่องไร้รอยต่อ ตลอดจนขยายผลความสำเร็จของกรมบังคับคดี เพื่อยกระดับหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ให้เป็นองค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบต่อไป
📍 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางในการจัดทำ MOU ใน 2 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
(1) จัดทำสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ของระบบงานบังคับคดีแพ่งให้ได้ 100% ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและสั่งการบนระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก และให้ถือสำนวนกระดาษเป็นเพียงสำเนาของสำนวนอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น โดยผู้บริหารต้องพิจารณาอนุมัติหรือสั่งการในระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น รวมถึงพัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่อให้เจ้าหน้าที่สารบรรณสามารถส่งแจ้งเตือนงานที่ต้องดำเนินการไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี (To-Do List) ผ่านระบบได้
(2) จัดทำระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ประกอบสำนวนที่แยกออกจากระบบสารบรรณหลัก เพื่อจัดเก็บเอกสารประกอบสำนวนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบโดยจัดเก็บเอกสารตามลำดับการรับเอกสารประจำวัน (Day-Log, Running Number) เพื่อให้การค้นหาเอกสารไปยังระบบจัดเก็บทำได้โดยง่าย
4. พิจารณาการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 โดยที่ประชุมพิจารณา
(1) ประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.ฯ โดยที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรมีการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัย โดยคำนึงถึงแนวทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลขององค์การระหว่างประเทศที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติของกรอบแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2569 และให้ดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ฯ ตามแผนการดำเนินการ ทั้งนี้ สคก. จะสนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน ก.พ.ร. ในการแก้ไข พ.ร.บ.ฯ ตามแผนที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ
(2) ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่า การติดตามการดำเนินการเรื่องอีเมล ตาม ม.10 ให้กำหนดเรื่องอีเมลให้เป็นตัวชี้วัด (KPI) ของหน่วยงาน ประกอบด้วย 2 ประเด็น ได้แก่ 1) หน่วยงานมีการดำเนินการในการใช้อีเมลจริงหรือไม่ และ 2) การดำเนินการโดยใช้อีเมลหน่วยงานสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการใช้เอกสารกระดาษหรือไม่ รวมทั้งการดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ โดยกำหนดแนวทางการเชื่อมโยงฐานข้อมูลใบอนุญาต เช่น การรวบรวมข้อมูลใบอนุญาตจากหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตมาเชื่อมโยงผ่านแพลตฟอร์มกลางดิจิทัล และเพิ่ม QR code เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาต เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ได้แบบ Realtime
📍โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอ และรับความเห็นของอนุกรรมการฯ ไปดำเนินการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 และรายงาน ก.พ.ร. ต่อไป
#รัฐบาลดิจิทัล #eService #แพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง #ลดภาระประชาชน #อกพร #OPDC