
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประเทศอังกฤษ (Westminster Foundation for Democracy : WFD) เชิญผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เช่น ชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท มูลนิธิไทยรักษ์ป่า สมาคมสตรีป่าไผ่ใส่ใจสังคม เครือข่ายชุมชนเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ เครือข่ายเขียวสวยหอม เครือข่ายเขียวชมเมือง ประชุมระดมความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก OGP นำโดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธาน อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. นางสาวธีรดา ศุภะพงษ์ อนุกรรมการฯ นายสุนิตย์ เชรษฐา อนุกรรมการฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สรุปสาระสำคัญดังนี้
ผลจากการสอบถามความเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมที่มีต่อประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas) ของ OGP สรุปได้ว่า
(1) ประเด็นนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนอันดับต้น ๆ คือการต่อต้านคอร์รัปชันและเสริมสร้างความโปร่งใส รองลงมาคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและความยุติธรรม ในขณะที่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ความโปร่งใสทางการคลัง ความเท่าเทียม ธรรมาภิบาลดิจิทัล และพื้นที่พลเมือง ก็ได้รับความสำคัญเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ สะท้อนความต้องการให้ภาครัฐเปิดกว้าง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้น สำหรับประเด็นปัญหาสำคัญของภาคเหนือคือ สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด
(2) ประเด็นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาคอร์รัปชัน : แนวทางที่เสนอส่วนใหญ่เน้นการเริ่มต้นจากตนเอง เช่น ไม่ให้หรือรับสินบน ปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรม พร้อมทั้งสนับสนุนระบบตรวจสอบและช่องทางร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดช่องโหว่ในการทุจริต รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมไม่ยอมรับการโกงในสังคม
(3) ประเด็นการมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม : ข้อเสนอเน้นทั้งระดับบุคคลและระดับนโยบาย โดยในระดับบุคคลคือการปรับพฤติกรรม เช่น ลดการใช้พลาสติก ประหยัดพลังงาน และคัดแยกขยะ ส่วนระดับองค์กรและรัฐควรผลักดันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น เป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
(4) ข้อมูลที่ภาครัฐควรเปิดเผยมากที่สุด : ผู้เข้าร่วมการประชุมให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบมากที่สุด รองลงมาคือข้อมูลสิทธิหรือสวัสดิการ และข้อมูลเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต สะท้อนความต้องการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินสาธารณะและอำนาจรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
(5) การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส : ข้อเสนอเน้นการเปิดเผยข้อมูล กระบวนการและความคืบหน้าคดีให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ลดความซับซ้อนและดุลพินิจที่อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งมีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ปลอดภัยและติดตามผลได้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยยังคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม
จากการระดมความเห็นต่อประเด็นสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม รายละเอียดดังนี้
(1) การจัดสรรสิทธิในที่ดินทำกิน : กรณีแม่แจ่มสะท้อนความก้าวหน้าในการจัดสรรสิทธิที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การกระจายอำนาจสู่ระดับจังหวัด อย่างไรก็ดี ยังมีข้อจำกัดด้านความชัดเจนทางกฎหมาย ระบบบริการหลังการจัดสรรสิทธิ และการบูรณาการข้อมูลที่ไม่เป็นเอกภาพ จึงควรพัฒนาระบบข้อมูลกลาง มาตรฐานเอกสารสิทธิ บริการปรับปรุงข้อมูลสิทธิที่สะดวก ร่วมกับการสนับสนุนเกษตรยั่งยืนและแรงจูงใจด้านการปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
(2) การแก้ไขปัญหาการเผาในภาคเกษตรกรรมและภาคป่าไม้ โครงสร้างการผลิต และการพัฒนาเครื่องมือและมาตรการทางด้านเศรษฐศาสตร์ : การเผายังคงเกิดจากข้อจำกัดด้านเวลา ต้นทุน และวิถีปฏิบัติดั้งเดิม ส่งผลให้เป็นวิธีที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ แม้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางแก้ไขควรมุ่งปรับรูปแบบการผลิตทางการเกษตร พัฒนาเทคโนโลยีการย่อยสลายที่มีประสิทธิภาพ จัดมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น การรับซื้อผลผลิตที่ไม่เผาและคาร์บอนเครดิต พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
(3) การกระจายอำนาจเพื่อการจัดการไฟป่า : แม้มีการกระจายอำนาจบางส่วน แต่ อปท. ยังขาดงบประมาณ เครื่องมือ และบุคลากรเพียงพอ อีกทั้งแผนงานส่วนกลางบางประการไม่สอดคล้องบริบทพื้นที่ จึงควรขยายการกระจายอำนาจให้ครอบคลุม สนับสนุนทรัพยากรและเทคโนโลยีที่เหมาะสม บูรณาการข้อมูลร่วมกับชุมชน เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น และจัดระบบแรงจูงใจสำหรับพื้นที่ที่บริหารจัดการไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(4) การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน : โดยชมรม Strong เชียงใหม่ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การทุจริตยังเป็นความท้าทายสำคัญ สะท้อนจากคะแนน CPI ที่ลดลงและปัญหาในระดับพื้นที่ ทั้งด้านความโปร่งใส การอนุมัติใบอนุญาต และการบริหารงบประมาณ แนวทางสำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อภาคประชาชนจะได้ร่วมตรวจสอบโครงการสำคัญ หรือโครงการที่มีความเสี่ยง เช่น การทำแนวกันไฟในเขตพื้นที่ป่า รวมทั้งควรลดขั้นตอนและดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบ คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และปรับระบบงบประมาณสู่รูปแบบที่ให้รางวัลต่อการป้องกันปัญหาบทบาท OGP และทิศทางในอนาคต
Next Step : สำนักงาน ก.พ.ร. จะเดินหน้าร่วมกับทุกภาคส่วน นำข้อเสนอจากเวทีเชียงใหม่ไปต่อยอดสู่แผน NAP ของ OGP ที่ “เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่และประเทศอย่างยั่งยืน















