
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประเทศอังกฤษ (Westminster Foundation for Democracy : WFD) เชิญผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เช่น 30×30 Coalition Thailand ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง สมาคมรักษ์ทะเลไทย และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชุมระดมความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก OGP นำโดย นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สรุปสาระสำคัญดังนี้
ผลจากการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมที่มีต่อประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas) ของ OGP สรุปได้ดังนี้
1. นโยบายที่สำคัญเร่งด่วน 3 อันดับแรก คือ การต่อต้านคอร์รัปชันและเสริมสร้างความโปร่งใส รองลงมาคือ สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และความยุติธรรม ในขณะที่ประเด็น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ความโปร่งใสทางการคลัง ความเท่าเทียม ธรรมาภิบาลดิจิทัล และพื้นที่พลเมืองได้รับความสำคัญเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ สะท้อนความต้องการให้ภาครัฐเปิดกว้าง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้น สำหรับประเด็นปัญหาที่ภาคใต้ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การต่อต้านทุจริต
2. การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน : ข้อเสนอที่สำคัญ คือ เริ่มต้นจากระดับบุคคลไปจนถึงระดับองค์กร ในระดับบุคคล ผู้เข้าร่วมเน้นย้ำถึงการยึดถือระเบียบและจรรยาบรรณวิชาชีพอย่างเคร่งครัด เช่น การตรวจรับงานจ้างตามขอบเขตงาน (TOR) การยึดหลักความสุจริตเป็นที่ตั้งในการทำงาน และการไม่ยอมรับผลประโยชน์ทับซ้อน ในระดับองค์กร มีข้อเสนอให้ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยเอกสารและข้อมูลทางราชการเพื่อสร้างความโปร่งใส รวมถึงผลักดันให้ภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบภาครัฐ
3. การมีส่วนร่วมแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม : ข้อเสนอเน้นทั้งระดับบุคคลและระดับนโยบาย โดยในระดับบุคคล คือ การปรับพฤติกรรม เช่น งดทิ้งขยะและสารเคมีลงสู่แหล่งนํ้า และร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกในชุมชน ส่วนระดับนโยบาย ควรผลักดันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เช่น การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังและเท่าเทียม การเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส และการให้อํานาจแก่ชุมชนท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่
4. ข้อมูลที่ภาครัฐควรเปิดเผยมากที่สุด : การเปิดเผยข้อมูลงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุด ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจสอบ และข้อมูลด้านงบประมาณ นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ตลอดจนขั้นตอนและข้อมูลการออกใบอนุญาตต่าง ๆ
5. การบริหารจัดการพื้นที่ทะเลและชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ : ข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ การปฏิรูปการทํางานแบบบูรณาการ ผ่านการจัดทำ “One Plan” หรือการบริหารจัดการภายใต้แผนเดียวที่เกิดจากการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมีหัวใจสําคัญ คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และปราศจากการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน นอกจากนี้ เสนอให้มีเครื่องมือการวางผังพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง (Coastal Zoning) เพื่อจัดสรรการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างสมดุลและลดข้อพิพาทระหว่างกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายชุมชนชายฝั่งในการเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังมลพิษและขยะทะเล
จากการระดมความเห็นต่อประเด็นสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม รายละเอียดดังนี้
1. การบริหารจัดการพื้นที่ทะเลและชายฝั่ง : ปัญหาหลัก คือ การกัดเซาะชายฝั่งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาจทำให้ชายหาดหายไปในอนาคต ถึงแม้จะมีการศึกษาวิจัยจำนวนมาก แต่งานวิจัยเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการขยายผลต่อหรือกำหนดเป็นนโยบายในระยะยาว เนื่องจากประสบปัญหาทางด้านงบประมาณและโครงสร้างการทำงานของภาครัฐที่ขาดความยืดหยุ่น แนวทางการแก้ไขที่สำคัญ คือ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น กำหนดเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเชิงรุกที่มีความชัดเจน และนำระบบ Open Data มาผลักดันให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา
2. ปัญหาขยะและมลพิษทั้งในจังหวัดสงขลาและเกาะต่าง ๆ : จังหวัดสงขลากำลังเผชิญวิกฤตขยะทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกที่สะสมในสิ่งมีชีวิตทางทะเล รวมถึงปัญหาขยะข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังพบปัญหาความเสื่อมโทรมและข้อจำกัดของสถานที่กำจัดขยะ ข้อเสนอที่สำคัญ คือ นำเทคโนโลยี Smart City มาใช้ในการแปรรูปขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า และใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น ธนาคารขยะ หรือ หวยขยะ
3. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมรอบทะเลสาบสงขลา : ปัญหาหลัก คือ ความเสื่อมโทรมของทะเลสาบที่เกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม การบุกรุกพื้นที่รอบเกาะเพื่อก่อสร้างโฮมสเตย์ และสุสานเรือเวียดนามที่กีดขวางการเดินเรือและส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ แนวทางการแก้ไขที่สำคัญ คือ นำซากเรือเหล่านั้นไปทำปะการังเทียม และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อก่อให้เกิดการตรวจสอบและจัดการทรัพยากรข้ามเขตจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน : ปัญหาหลัก คือ ค่านิยมอุปถัมภ์และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการทุจริต กฎระเบียบในปัจจุบันที่มุ่งเน้นการจับผิดแต่ไม่ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ อีกทั้งหน่วยงานตรวจสอบภายในยังขาดอิสระในการปฏิบัติงาน ข้อเสนอที่สำคัญ คือ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
Next Step : สำนักงาน ก.พ.ร. จะเดินหน้าร่วมกับทุกภาคส่วน นำข้อเสนอจากเวทีสงขลาไปต่อยอดสู่แผน NAP ของ OGP ที่ “เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่และประเทศอย่างยั่งยืน















