A: ได้ ในกรณีที่องค์การมหาชนมีแหล่งเงินทุนภายนอก องค์การมหาชนสามารถนำรายได้จากแหล่งเงินภายนอกดังกล่าวมาจ้างเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ควรมีการแยกบัญชีเงินเดือนให้ชัดเจน และรายจ่ายที่เบิกจ่ายจากแหล่งเงินทุนภายนอกนี้ไม่นับเป็นรายจ่ายบุคลากร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547
A: สามารถกระทำได้เนื่องจากในพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อห้ามผู้อำนวยการองค์การมหาชนไปรับตำแหน่งประธานกรรมการ
หรือกรรมการในองค์กรประเภทดังกล่าวไว้ อย่างไรก็ตามนั้นให้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการองค์การมหาชน โดยจะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่
ในฐานะผู้อำนวยการองค์การมหาชน และกรณีการขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ด้วย
A: องค์การมหาชนจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อำนวยการองค์การมหาชน หากองค์การมหาชนไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวไว้ชัดเจน จะต้องเทียบเคียงใช้มาตรา 118 แห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยถือเสมือนเป็นข้อบังคับขององค์การมหาชน
หากองค์การมหาชนมีกำหนดระยะเวลาในการจัดตั้งและยุบเลิกไว้ชัดเจน ในกรณีนี้ จะถือว่าเป็นการจ้างตามมาตรา 118 วรรค 3 ประกอบวรรค 4 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งองค์การมหาชนไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (อ.ก.พ.ร.เกี่ยวกับการตีความและวินิจฉัยปัญหากฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดิน)
ในกรณีที่ผู้อำนวยการองค์การมหาชน ไม่ผ่านการประเมินทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง กรณีนี้ ไม่ต้องเทียบเคียงใช้มาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในการจ่ายค่าชดเชย
A: หากองค์การมหาชนใดได้รับเงินงบประมาณดำเนินกิจกรรมจากแหล่งเงินทุนภายนอก ทำให้องค์การมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติมากกว่าตามแผนงานภายใต้งบประมาณแผ่นดิน ดังนั้นหากองค์การมหาชนจะนำเงินส่วนนี้มาจ้างเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานเพิ่มเติม โดยแยกบัญชีเงินเดือนออกจากเจ้าหน้าที่ที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนของรัฐบาล โดยได้รับสิทธิประโยชน์และมีสภาพการจ้างงานเหมือนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเงินเดือนจากเงินอุดหนุนของรัฐบาล ในกรณีเช่นนี้ องค์การมหาชนสามารถกระทำได้หรือไม่ และรายจ่ายที่เบิกจ่ายจากแหล่งเงินทุนภายนอกยังต้องนับรวมเป็นรายจ่ายบุคลากรตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547 หรือไม
A: ผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชน สามารถแบ่งได้เป็นกี่ประเภทแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
- เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานขององค์การมหาชนเป็นการชั่วคราว
- เจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่ปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือ ค่าจ้างจากงบประมาณขององค์การมหาชน
- ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ที่องค์การมหาชนจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสัญญาจ้าง
A: ตำแหน่งบริหาร หมายถึง ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ผู้จัดการสำนัก / สาขา หรือเทียบเท่าที่ต่ำกว่าตำแหน่งผู้อำนวยการ องค์การมหาชน 2 ระดับ บุคคลที่อยู่นอกเหนือจากตำแหน่งบริหาร จะถือว่าเป็นตำแหน่งผู้ปฏิบัติทั้งหมด และการจ้างงานในทุกตำแหน่งในองค์การมหาชน ควรเป็นการจ้างด้วยระบบสัญญาจ้าง และจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของทุกตำแหน่งเพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณาต่อสัญญาจ้างเมื่อครบอายุสัญญา
A: ไม่ใช่ คณะกรรมการฯ ยังคงมีหน้าที่ติดตามดูแลให้อนุกรรมการดังกล่าว ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ และหากมีข้อผิดพลาดที่เกิดจากการบริหารงานเกิดขึ้น คณะกรรมการฯ ยังคงต้องมีส่วนรับผิดชอบในความผิดพลาดดังกล่าว
A: ได้ หรืออาจเป็นการแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อรับผิดชอบดูแลเรื่องอื่นๆ ที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นขององค์การ ซึ่งพิจารณาจากขนาดความซับซ้อน หรือความต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการปฏิบัติภารกิจขององค์การมหาชนนั้น
A:
ไม่ได้ เนื่องจาก เมื่อกฎหมายได้ระบุตำแหน่งใดให้เป็นกรรมการโดยตำแหน่งแล้ว บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนั้นย่อมต้องเป็นกรรมการจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง เพราะตำแหน่งที่กำหนดไว้ย่อมมีโดยถาวร อย่างไรก็ตาม หากผู้นั้นมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมาก หรือเป็นกรรมการองค์การมหาชน เกินกว่า 3 แห่งแล้ว ผู้นั้นสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์การมหาชน A แทน
A: ในกรณีนี้ ไม่ถือว่าเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระ เนื่องจากการได้รับการแต่งตั้งให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใหม่อีกครั้งในคณะกรรมการชุดแรกนั้น เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในช่วงเวลาที่วาระเดิมยังไม่สิ้นสุดลง ดังนั้น ในการกลับมาดำรงตำแหน่งครั้งที่สองของผู้นั้น จึงถือได้ว่าเป็นการดำรงตำแหน่งในวาระแรกเพียงวาระเดียว ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการทั้งชุดหมดวาระและผู้นั้นได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกครั้งหนึ่ง จึงสามารถกระทำได้ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 387/2552)
A: กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติม และ/หรือ ได้รับการแต่งตั้งแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลง จะอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว (มาตรา 22 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542)
A: กรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งเพิ่มเติม และ/หรือ ได้รับการแต่งตั้งแทนที่ตำแหน่งที่ว่างลง จะอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งไว้แล้ว (มาตรา 22 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542)
A:
ได้ เพราะการดำรงตำแหน่งกรรมการของผู้อำนวยการองค์การมหาชน จัดเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นคนละประเภทกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเมื่อกฎหมายระบุให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการโดยตำแหน่งแล้ว บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งนั้นย่อมต้องเป็นกรรมการจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี องค์การมหาชนไม่ควรกระทำเช่นนั้น เพราะการที่กฎหมายกำหนดไม่ให้กรรมการดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ ก็เพื่อมิให้ผู้ใดอยู่ในตำแหน่งนานเกินไปจนทำให้องค์การมหาชนขาดโอกาสที่จะได้ผู้มีความรู้ ความสามารถมาบริหารงานขององค์การมหาชน
A: ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากตำแหน่งประธานกรรมการนั้นจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 150/2551)
A: เนื่องจากตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งนั้น เป็นการดำรงตำแหน่งโดยผลของกฎหมายจึงไม่นับวาระการดำรงตำแหน่งรวมกับตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และหากผู้นั้นเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาก่อน และได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว สามารถรับเป็นตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่ง หรือ
ผู้อำนวยการองค์การมหาชน ได้เช่นกัน
A: กรรมการโดยตำแหน่งนั้นจะไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง แต่จะพ้นจากการเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ แล้ว
A: ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี ถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง
โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่อำนวยการบริหารประเทศหรือควบคุมกิจการบริหารราชการแผ่นดิน โดยรวมถึงบรรดาผู้ที่รับผิดชอบงานด้านการเมืองทั้งหมด และอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยรัฐมนตรี ได้แก่ การช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างๆ ของกระทรวงที่ได้รับมอบหมาย ในการอำนวยการบริหารประเทศหรือการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น ตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี จึงถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองด้วย (คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ประชุมใหญ่กรรมการร่างกฎหมาย ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. 2546)
A: ไม่ขัดต่อ มาตรา 10 เนื่องจากมาตรา 10 แห่ง พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 กำหนดคุณสมบัติของกรรมการไว้เพียงแต่ว่าต้องมีสัญชาติไทย ประกอบกับ มาตรา 23 กำหนดถึงเหตุที่ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการ ก็ไม่ได้กำหนดให้การถือสัญชาติอื่นเป็นสัญชาติที่สอง เป็นเงื่อนไขหรือลักษณะต้องห้ามให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 157/2551)
A: ไม่ถือว่าเป็นตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของ สสร. และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรมมนูญนั้นมีระยะเวลาจำกัดและมีหน้าที่เพียงประการเดียว คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น เพื่อให้สามารถแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาปฏิบัติหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญได้จนเสร็จสิ้นภารกิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้โดยไม่ถูกจำกัดตามบทบัญญัติของกฎหมายต่าง ๆ จึงไม่ให้นำบทบัญญัติลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการและกรรมการว่าต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาบังคับใช้
กับการแต่งตั้ง สสร. และ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (มาตรา 5 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549)ประกอบบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 59/2550 )
A: ได้ โดยสามารถดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการได้จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชนพ.ศ.2542 และในขณะเดียวกันสามารถดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งได้จนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว (บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 282/2548) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดขององค์การ ควรมอบหมายให้บุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งกรรมการโดยตำแหน่งแทน
A: ในกรณีนี้ถือว่าผู้นั้นดำรงตำแหน่งกรรมการองค์การมหาชนไม่เกิน 3 แห่ง เพราะได้มอบหมายให้ผู้อื่นไปปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว 2 แห่ง
A: ผู้อำนวยการได้รับค่าพาหนะเป็นค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถนำรถส่วนกลางของสำนักงานมาใช้ได้ ทั้งนี้ การใช้รถส่วนกลางขององค์การมหาชนต้องเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับขององค์การมหาชนแต่ละแห่ง
A: กรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมการในการประชุมคณะกรรมการองค์การมหาชนจะได้รับเบี้ยประชุมในอัตราประธานกรรมการ
A: กรรมการหรืออนุกรรมการจะได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนเฉพาะเดือนที่ได้เข้าร่วมประชุมในลักษณะเหมาจ่าย กรณีในรอบ 1 เดือน มีประชุมมากกว่า 1 ครั้ง จะได้รับเบี้ยประชุมเพียงครั้งเดียว
A: หลักการ
- ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการองค์การมหาชน
- จ่ายจากเงินรายได้เหลือจ่ายขององค์การมหาชน (เงินรายได้เหลือจ่าย หมายถึง เงินรายได้ที่หักเงินทุนสะสม เงินสวัสดิการ รวมถึงเงินเพื่อสาธารณกุศลหรือสาธารณประโยชน์แล้ว)
- จ่ายตามผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ข้อปฏิบัติในการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ
- ห้ามแสวงหารายได้เพื่อนำมาจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ
- ต้องมีระเบียบหลักเกณฑ์การจ่ายและการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ
- ต้องมีรายได้สูงกว่าประมาณการรายได้ที่กำหนดไว้ตามแผนการใช้จ่ายเงินประจำปี
- ต้องกำหนดเงินค่าตอบแทนพิเศษให้อยู่ในกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรตามแผนการใช้จ่ายเงินประจำปี
A: องค์การมหาชนสามารถกำหนดเครื่องแบบพิธีการ (เครื่องแบบปกติขาว) ของผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง องค์การมหาชน และเครื่องหมายองค์การมหาชนได้ตามระเบียบข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดที่คณะกรรมการองค์การมหาชนกำหนดตาม ม.24 (3) แห่ง พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
A: หลักการ
- คณะกรรมการองค์การมหาชนควรพิจารณานำตัวชี้วัด (KPI) ตามบันทึกข้อตกลงการประเมินความคุ้มค่าเพื่อพัฒนาองค์กรมหาชนไปกำหนดเป็น KPI เพิ่มเติมสำหรับประเมินผู้อำนวยการด้วย
แนวทาง
- หลังจากลงนามบันทึกข้อตกลงฯ แล้ว สามารถนำ KPI ไปกำหนดเป็น KPI ของผู้อำนวยการเพิ่มเติมได้เลย
- พิจารณาคัดเลือก KPI ที่เป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนความสำเร็จที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินภารกิจตามวัตถุประสงค์การจัดตั้ง
- ภายใต้กรอบเวลาประเมินความคุ้มค่าฯ (ปี 2566 – 2568) เมื่อมีผู้อำนวยการใหม่ อย่าลืมนำ KPI ไปกำหนดเป็น KPI ของผู้อำนวยการด้วย
A: ม.21แห่ง พ.ร.บ. องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้ประธานกรรมการและกรรมการขององค์การมหาชนต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับองค์กรมหาชน หรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการขององค์การมหาชน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ดังนั้น องค์การมหาชนจึงไม่สามารถจ้างกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาดำเนินโครงการให้แก่องค์การมหาชนได้
A: การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ขององค์การมหาชน
- ต้องนำเงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่องค์การมหาชนไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรขององค์การมหาชนด้วย
- ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการองค์การมหาชนก่อน
- ต้องจ่ายตามผลการประเมินการปฏิบัติงานประจำปี
A: การออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐให้แก่ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่องค์การมหาชนให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย
- บัตรประจำตัวของผู้อำนวยการ ให้ประธานกรรมการเป็นผู้ออกบัตร
- บัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่ ให้ผู้อำนวยการองค์การมหาชนเป็นผู้ออกบัตร