
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายวิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธาน อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามร่างแผน NAP ในพื้นที่จังหวัดน่าน ร่วมกับนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) โดยมี นายธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้แทนโครงการน่านแซนด์บอกซ์ เข้าร่วมประชุมหารือด้วย สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
ปัญหาข้อจำกัดของการจัดสิทธิที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เนื่องจากการจัดสิทธิยังคงมีความล่าช้าทำให้ประชาชนปลูกพืชระยะสั้นเพื่อสร้างรายได้ และใช้วิธีการเผาในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหา PM2.5
(เคาท์ดาวน์) การจัดสิทธิที่ดินให้ชุมชนตามนโยบาย คทช. ในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้
2.1 ส่วนที่ดำเนินการ โดย สคทช. มีเป้าหมายรวม 51 พื้นที่ เนื้อที่ 430,180 ไร่ ขณะนี้ดำเนินการจัดสิทธิที่ดินแล้วเสร็จ 35 พื้นที่ คิดเป็น 272,648 ไร่ สถานะล่าสุด (26 ม.ค. 2569) อยู่ระหว่างเสนอ คทช.จังหวัด อีก 16 พื้นที่ 157,532 ไร่
2.2 ส่วนที่ดำเนินการ โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2561 ขณะนี้ ได้อนุญาตสิทธิ คทช. ในเขตป่าตามกฎหมายแล้ว 1.67 ล้านไร่ (610 หมู่บ้าน)
การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ส่งเสริมในพื้นที่ คทช. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำนวัตกรรมมาใช้สนับสนุนในพื้นที่ คทช. จังหวัดน่าน เช่น การเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรให้มีคุณค่า ลดการเผา ลด PM2.5 ทำให้พื้นที่เผาลดลงจาก 1.5 แสนไร่เหลือประมาณ 9 หมื่นไร่ การนำซังข้าวโพดเพื่ออาหารสัตว์และถ่านชีวภาพ ทำให้ลดการเผามากกว่า 100 ตัน เป็นต้น
สำหรับแนวทางการดำเนินการต่อไป ผอ.สคทช. แจ้งว่าสำหรับพื้นที่จัดสิทธิที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ สคทช. อีกประมาณ 1.6 แสนไร่ จะดำเนินการจัดสิทธิให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2569 เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ หาก สคทช. พบประเด็นข้อจำกัดในการประสานงานและเชื่อมโยงกลไกระดับจังหวัดกับหน่วยงานส่วนกลาง จะได้ทำข้อเสนอมายังสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำข้อเสนอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานเชิงพื้นที่ต่อไป

