
สำนักงาน ก.พ.ร. จัดอบรม เรื่อง การกำกับจริยธรรมและการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีผู้เข้ารับฟังกว่า 70 คน
การอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม การใช้ทรัพย์สินราชการโดยมิชอบ และการไม่รับของขวัญของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ ผลจากการอบรมดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างความโปร่งใสขององค์กรอย่างยั่งยืนโดยการปฏิบัติงานที่ยึดหลักความถูกต้องตามกฎ ระเบียบ รวมทั้งยกระดับธรรมาภิบาลของเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการบรรยายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เทคนิค ข้อควรระวังและข้อแนะนำจากกรณีตัวอย่างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริงให้แก่บุคลากรของสำนักงาน ก.พ.ร. โดยนายมีชัย โอ้น ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับจริยธรรมภาครัฐ สำนักป้องกันการขัดกันแห่งผลประโชยน์และกำกับจริยธรรมภาครัฐ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิทยากร
โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1. เจ้าพนักงานของรัฐมีความรับผิดชอบในหลายมิติ (อาญา วินัย แพ่ง จริยธรรม ร่ำรวยผิดปกติ) โดยมีนิยามที่ต้องจำแนกให้ชัดเจน คือ
🔸การทุจริตต่อหน้าที่: การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
🔸การประพฤติมิชอบ: การกระทำที่ไม่ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยตรง แต่เป็นการปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติ คมน. ที่มุ่งควบคุมดูแลการรับ การใช้ หรือการเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน
🔸ร่ำรวยผิดปกติ: การมีทรัพย์สินมากหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ มีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ซึ่งสืบเนื่องมาจากการใช้อำนาจหน้าที่
ข้อสังเกต: ในสังคมมักมีคำพูดที่ใช้แทนพฤติกรรมการทุจริต เช่น เงินใต้โต๊ะ ค่ารับรอง ค่าที่ปรึกษากินตามน้ำ เงินทอน หรือ ค่าน้ำร้อนน้ำชา เป็นต้น
3. การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest: CoI)
🔸หลักการพื้นฐาน: เจ้าหน้าที่รัฐมีความสัมพันธ์กับรัฐ 2 สถานะ คือ เป็นตัวแทนทำงานให้รัฐ (ต้องยึดประโยชน์สาธารณะเหนือสิ่งอื่นใด) และการเป็นเอกชน (มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว) โดยจะเกิดขึ้นเมื่อมีผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาแอบแฝงหรือมีส่วนได้เสีย จนส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางในการใช้ดุลพินิจปฏิบัติหน้าที่
🔸ตัวอย่างพฤติกรรม: การรับงานนอกที่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล การนำทรัพย์สินย์ราชการ (ทรัพย์สินย์ที่จับต้องได้และไม่ได้ เวลา บุคลากร) ซึ่งจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการเท่านั้น ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง ยกเว้น กรณีการใช้ทรัพย์สินส่วนตัวนั้นดำเนินการไปเพื่อประโยชน์ราชการ
4. กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 128 (การรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยา): หลักการคือ “ห้ามรับ” ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เว้นแต่:
🔹รับจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือญาติ ตามฐานานุรูป
🔹รับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท ต่อคน/ต่อโอกาส (ตามประกาศ ป.ป.ช. พ.ศ. 2563)
🔹กรณีจำเป็นต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี แต่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ต้องแจ้งรายละเอียดต่อหัวหน้าส่วนราชการภายใน 30 วันเพื่อวินิจฉัย หากสั่งไม่ให้รับ ต้องคืนทันที ถ้าคืนไม่ได้ต้องส่งมอบให้เป็นสิทธิของหน่วยงาน
🔸ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ว่าด้วยการให้หรือรับของขวัญฯ พ.ศ. 2565: กำหนดห้ามเจ้าหน้าที่รัฐหรือครอบครัวให้หรือรับของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชา เว้นแต่ตามประเพณีนิยมที่ไม่เกิน 3,000 บาท และห้ามผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลยให้ครอบครัวรับของขวัญจากผู้มาติดต่องาน
5. มาตรฐานทางจริยธรรม และ กลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Anti-SLAPP Law)
🔸มาตรฐานทางจริยธรรม: กำหนดอุดมการณ์และค่านิยมหลักที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดมั่น เช่น การถือประโยชน์ชาติเหนือประโยชน์ตน, ความซื่อสัตย์สุจริต, การไม่กระทำการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม และการไม่เบียดบังเวลาราชการ
🔹กฎหมายใหม่คุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (พ.ร.ป. ป.ป.ช. ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มาตรา 132): โดยมีหลักการสำคัญ คือ บุคคลใดที่ให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือแสดงความคิดเห็นต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการทุจริตโดยสุจริต จะได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย
🔹หากผู้แจ้งเบาะแสถูกฟ้องคดี ถูกดำเนินคดี หรือถูกตั้งกรรมการสอบวินัย สำนักงาน ป.ป.ช. จะเข้าช่วยเหลือเร่งด่วนภายใน 15 วัน เช่น จัดหาทนายความ/พนักงานแก้ต่างให้ สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสู้คดี และประสานศาลหรือพนักงานสอบสวนเพื่อปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน

