
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดกิจกรรม KM Online หัวข้อ “โลกรวน ก๊าซเรือนกระจก และคาร์บอน : จากวิกฤตสู่โอกาส และการปรับตัวเชิงรุก เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom และ Youtube Live) โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก 76 จังหวัด ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งผู้สนใจจากทุกภาคส่วน รวมกว่า 2,396คน (Zoom 1,000 คน และ Youtube Live 1,396 คน) โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นประธาน พร้อมด้วยนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย และมีวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้จาก 3 หน่วยงานรัฐ/เอกชน ได้แก่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรฯ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี (สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ) สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1. นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ได้กล่าวเปิดกิจกรรมฯ โดยเน้นย้ำว่า โลกรวนมิใช่เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นประเด็นด้านขีดความสามารถในการแข่งขันและกติกาใหม่ของโลก ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ต้องบริหารความเสี่ยง ต้อง “รุก รับ ปรับตัว ฟื้นเร็วทั่ว อย่างยั่งยืน” เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยมี 6 วาระสำคัญสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ได้แก่ การจัดการขยะเปียก การเพิ่มพื้นที่สีเขียว พลังงานสะอาด การฟื้นฟูป่าไม้ การบริหารจัดการน้ำ และการขับเคลื่อนคาร์บอนเครดิต ต้องลงมือทำโดยใช้หลักการเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ทำทันที ทำต่อเนื่อง ใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อน และใช้รูปแบบ 4 ประสานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม/วิชาการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน
2. นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ชี้ให้เห็นว่าจากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) มีการสำรวจความเห็น พบว่า ปัญหาโลกรวน/การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ประชาชนให้ความสำคัญและต้องการให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) เป็นอันดับที่ 2 รองจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้น การจัดกิจกรรม KM Online ครั้งนี้จึงสอดคล้องกับหลักการ OGP ในการแก้ไขปัญหาอย่างตระหนักแต่ไม่ตระหนก มุ่งเน้นให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่รู้วิธีการปรับตัวเชิงรุกและดูแลประชาชนภายใต้ภาวะโลกรวนได้อย่างเป็นรูปธรรม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้นแบบที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เช่น สระบุรีแซนด์บ็อกซ์
3. นายวิศรุจน์ เมืองปลื้ม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้ให้เห็นว่าหากไม่มีการดำเนินการใด ๆ ประเทศไทยเสี่ยงที่จะสูญเสีย GDP 7 – 14% ภายในปี 2050 จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงมีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดยดำเนินการใน 5 สาขาหลัก เช่น พลังงาน ขนส่ง การเกษตร ฯลฯ มีร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … เป็นกฎหมายใหม่ และมีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP) เป็นกรอบการสร้างภูมิคุ้มกันครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีตัวอย่างความสำเร็จเชิงพื้นที่ด้านเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เช่น บางระกำโมเดล จ.พิษณุโลก
4. นางสาวรัชพร สิงขโรทัย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอการจัดทำข้อมูลก๊าซเรือนกระจกในเชิงพื้นที่ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเมือง ระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ พร้อมกิจกรรมที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การจัดการขยะ การเดินทาง การปลูกต้นไม้ ฯลฯ โดยกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ได้แก่ T-VER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจที่สามารถนำผลการลดมาเปลี่ยนเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อซื้อขายได้) และโครงการ LESS (โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกที่เน้นการรับรองและมอบใบประกาศเกียรติคุณ เหมาะสำหรับชุมชนและโรงเรียนที่เริ่มทำกิจกรรมลดโลกร้อน) ทั้งนี้ อบก. ได้จัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอน เช่น ข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด https://ccf.tgo.or.th เป็นต้น
5. ดร.ภานุวัฒน์ คำใสย เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี/หัวหน้าคณะทำงานโฆษกสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ได้กล่าวว่า “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เป็นเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยที่เปลี่ยน “ความยาก” (อุตสาหกรรมหนัก : ปูนซีเมนต์) ให้เป็น “โอกาส” ทางเศรษฐกิจเขียว โดยใช้กลไก PPP ที่ไร้รอยต่อ (Public-Private-People) สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ภายในเวลาเพียง 2 ปี โดยมี 4 กุญแจสู่ความสำเร็จ ได้แก่ ปลดล็อกพลังงานสะอาด เปลี่ยนสู่ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก 100% พัฒนาโลจิสติกส์สีเขียว และจับคู่ป่าชุมชนกับภาคเอกชน นอกจากนี้ สามารถสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับชุมชนโดยขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนและสร้างเงินปันผลกลับคืนสู่ชุมชนได้เกือบ 1 ล้านบาท ยกระดับเกษตรกรรม (การทำนาเปียกสลับแห้ง การใช้รถตัดใบอ้อยลดการเผาไหม้/ฝุ่น PM2.5) เพิ่มพื้นที่สีเขียว (การขยายพื้นที่ป่าชุมชนจาก 38 เป็น 45 แห่ง) เป็นต้น
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม KM Online ได้ซักถาม/แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวม ร้อยละ 89.76 พร้อมทั้งเสนอแนะให้มีการเจาะลึกในรายละเอียดวิธีการลดโลกรวน ก๊าซเรือนกระจก และคาร์บอนในระดับพื้นที่ และตัวอย่างความสำเร็จเพื่อนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม






