ข่าวสาร/กิจกรรม

สรุปผลการจัด KM Online หัวข้อ “Cell Broadcast การเตือนภัย การเตรียมความพร้อม และการบริหารสภาวะวิกฤตด้านสาธารณภัย/ภัยพิบัติในเชิงพื้นที่”

19 ส.ค. 2569
13
img1908692 1

          เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดกิจกรรม KM Online หัวข้อ “Cell Broadcast การเตือนภัย การเตรียมความพร้อม และการบริหารสภาวะวิกฤตด้านสาธารณภัย/ภัยพิบัติในเชิงพื้นที่” ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom และ Youtube Live) โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจาก 76 จังหวัด ได้แก่ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ และ อปท. รวมทั้งผู้สนใจจากทุกภาคส่วน รวมกว่า 2,757 คน (Zoom 1,000 คน และ Youtube Live 1,757 คน) โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นประธาน พร้อมด้วยนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. และนายธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ ก.พ.ร. เข้าร่วมกิจกรรมด้วย และมีวิทยากรจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สงขลา ถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยเน้นเรื่องกลไก มาตรฐาน และแนวปฏิบัติของระบบส่งสัญญาณแจ้งเตือนภัย CBS (Cell Broadcast Service) จากระดับนโยบายสู่ระดับการปฏิบัติงานในเชิงพื้นที่ การถอดบทเรียน/กรณีศึกษาจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ และการบูรณาการข้อมูล/ความร่วมมือ เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

          1. นายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ได้กล่าวเปิดกิจกรรมฯ โดยเน้นย้ำ “3 ต.” เป็นหัวใจในการทำงานเรื่องสาธารณภัย/ภัยพิบัติเชิงพื้นที่ ได้แก่ 1) การเตือนภัย 2) การเตรียมความพร้อม และ 3) การตอบสนองต่อสถานการณ์ เพราะภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ขยายวงกว้าง ฉุกเฉิน ซับซ้อน และอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ซึ่ง CBS เป็นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ระบบราชการ 4.0 และมีประสิทธิภาพ ด้วยกลยุทธ์ “5 เข้า” คือ 1) เข้าเป้า : แม่นยำ 2) เข้าถึง : ทุกคน 3) เข้าทัน : เวลา 4) เข้าพร้อม : ทั่วถึงและ 5) เข้าใจ : ง่าย ซึ่งช่วยลด “5 ลด” ได้แก่ 1) ลดความเสี่ยง 2) ลดความสูญเสีย 3) ลดความสับสน 4) ลดการสื่อสารที่ผิดพลาด และ 5) ลดการสร้างปัญหา ทั้งนี้ การเตรียมพร้อมมีความสำคัญ แม้ว่าเทคโนโลยีจะดีเพียงใดแต่หน่วยงาน/ประชาชนต้องตระหนักและหมั่นฝึกซ้อมแผนอย่างต่อเนื่องด้วย

          2. นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ชี้ให้เห็นว่า เป้าหมายิสูงสุดของการเตือนภัย คือ ความปลอดภัย นวัตกรรม/เทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องมุ่งเน้นให้ประชาชนปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยต้องเตรียมความพร้อมใน 4 มิติ ได้แก่ 1) ประเภทของภัยที่จะเตือน 2) ผู้อนุมัติส่งข้อความ 3) ผู้ประสานงาน และ 4) ฐานข้อมูลที่ทันสมัย ส่วนการออกแบบข้อความเตือนภัยต้อง “สั้น ชัด นำไปปฏิบัติได้” เกิดอะไร ที่ไหน และต้องทำอย่างไร กลไกการทำงานต้องเชื่อมต่อ/ควบคู่กับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้การสั่งการ/การอพยพเป็นไปอย่างมีระบบโดยคำนึงถึงการได้รับข้อมูลของทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อมิให้มีใครตกหล่นในภาวะวิกฤต เช่น กลุ่มเปราะบาง/ผู้พิการ รวมทั้งต้องถอดบทเรียนอย่างสม่ำเสมอหลังใช้งานระบบ เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ต้องปรับปรุง

          3. นายประสงค์ ธัมมะปาละ ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้นำเสนอโครงสร้างการจัดการภัยของประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ตามความรุนแรง ตั้งแต่ภัยขนาดเล็กในระดับท้องถิ่น จนถึงภัยร้ายแรงอย่างยิ่งในระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีบัญชาการ โดยขั้นตอนการเตือนภัยจะเริ่มจาก 1) การรับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2) การวิเคราะห์ข้อมูล และ 3) การกระจายข้อมูลผ่านรูปแบบ/ช่องทางต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ด้วยแนวคิด One Message ที่บูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานหลัก ผ่าน War Room เพื่อสร้างชุดข้อมูลเดียวในการเตือนภัย ข้อได้เปรียบของ CBS คือ ส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ถึงคนจำนวนมากได้ในไม่กี่วินาที ใช้งานได้แม้เครือข่ายหนาแน่น และไม่ต้องใช้หมายเลขโทรศัพท์หรือ Application ซึ่งต่างจากระบบ SMS ทั้งนี้ CBS มีทั้งการแจ้งเตือนจากส่วนกลาง (Thailand Alert) และการแจ้งเตือนระดับพื้นที่ (Provincial Alert/Local Alert) รวมทั้งมีหลายรูปแบบ และมีกลไก ขั้นตอน เกณฑ์การแจ้งเตือน รวมทั้งระเบียบปฏิบัติประจำ (Standard Operating Procedure : SOP) ที่เป็นมาตรฐาน ตัวอย่างการแจ้งเตือนภัยผ่าน CBS เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยหนาว PM2.5 และเหตุรุนแรง ฯลฯ โดยขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในข้อมูลภาครัฐและปฏิบัติตามคำแนะนำ

          4. นายโสภณ ทองไสย หัวหน้า สนง.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.สงขลา ได้นำเสนอ Timeline และบทเรียนการแจ้งเตือนภัยกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 โดยมีการแจ้งเตือนภัยผ่าน CBS ทั้งสิ้น 15 ครั้ง แยกเป็นการแจ้งเตือนระดับสูงสุด (Extreme Alert) 7ครั้ง และการแจ้งเตือนเพื่อให้ข้อมูล (Information Alert) 8 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเตรียมเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน/อพยพ และช่วยลดความรุนแรงได้ แต่ยังมีเสียงสะท้อนว่าข้อความที่แจ้งเตือนยังไม่กระตุ้นมากพอให้เกิดการปฏิบัติตาม ซึ่งจะต้องมีการปรับปรุงต่อไป อย่างไรก็ตาม CBS เป็นเพียงเทคโนโลยีหนึ่งในการแจ้งเตือนภัย ยังมีรูปแบบ/ช่องทางแจ้งเตือนภัยอื่น ๆ ที่สามารถใช้ได้ตามปกติ นอกจากนี้ หาดใหญ่ได้ผนึกกำลังร่วมกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ “หาดใหญ่โมเดลพลัส” เพื่อหนุนเสริมจังหวัดและ อปท. ในการรับมือน้ำท่วม เช่น การพัฒนาระบบข้อมูล One data ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมแบบ Real time แพลตฟอร์มบริหารศูนย์พักพิง และการเสริมสร้างศักยภาพชุมชน/ท้องถิ่น ฯลฯ

          ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม KM Online ได้ซักถาม/แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมในภาพรวม ร้อยละ 90.43% (ผู้ตอบแบบประเมิน 777 คน) โดยเห็นว่าสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งต้องการให้มีการจัดกิจกรรมฯ ในประเด็นที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง


          เอกสารประกอบ https://shorturl.asia/Ig6bc
          รับชมย้อนหลัง https://www.youtube.com/watch?v=xrZO1OI5nio

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า