ความเป็นมาและหลักการของ OGP ในภาพรวม

ภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด หรือ Open Government Partnership (OGP) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งเริ่มต้นจำนวน 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและยกระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ พัฒนากลไกความรับผิดรับชอบของภาครัฐ ตลอดจนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะและการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน OGP ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี และมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีประเทศสมาชิกมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมเป็นภาคี โดยประเทศไทยได้รับการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 นับเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ประมาณ 76 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาระบบราชการให้มีความโปร่งใส เปิดเผย และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
หลักการสำคัญของ OGP ตั้งอยู่บน “สามเสาหลัก” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารภาครัฐให้มีความเปิดเผย ตรวจสอบได้ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ดังนี้
1. ความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การที่ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่สำคัญอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและเอื้อต่อการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ
2. การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมีความหมาย ตั้งแต่การให้ข้อคิดเห็น การร่วมออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของภาครัฐ
3. ความรับผิดรับชอบ (Accountability) หมายถึง การที่ภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการดำเนินงานของตน โดยมีกลไกหรือมาตรการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
ประเทศสมาชิกจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม (Co-creation) ระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อกำหนดนโยบายหรือโครงการที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดภายใต้ประเด็นนบายต่าง ๆ เช่น การต่อต้านการทุจริต ความยุติธรรม และสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
การดำเนินการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดที่ผ่านมาของประเทศไทย

พ.ศ. 2554
• ก่อตั้ง Open Government Partnership (OGP) และมีการรับรองปฏิญญาว่าด้วยรัฐบาลเปิด (Open Government Declaration)
• มีประเทศผู้ก่อตั้ง 8 ประเทศ ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
• มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดรับชอบของภาครัฐในระดับสากล
พ.ศ. 2555
• OGP เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ และเปิดรับประเทศสมาชิกเพิ่มเติมจากทั่วโลก
• กำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP)
• จัดตั้งกลไกการรายงานอิสระ (Independent Reporting Mechanism: IRM) เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของประเทศสมาชิก
พ.ศ. 2558 (24 พฤศจิกายน)
• คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP
• เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดในระดับนโยบายของประเทศไทย
พ.ศ. 2561 (4 ธันวาคม)
• คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบ โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการสมัครเข้าร่วม OGP เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการพัฒนาระบบราชการและการบริหารภาครัฐ
พ.ศ. 2562
• สำนักงาน ก.พ.ร. เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนการเข้าร่วม OGP อย่างเป็นรูปธรรม
• มีการศึกษาแนวทาง เตรียมความพร้อม และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
พ.ศ. 2568
• เดือนกรกฎาคม ประเทศไทยผ่านการประเมินตามเกณฑ์คุณสมบัติหลักของ OGP ทำให้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ
• วันที่ 2 ธันวาคม คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP
• วันที่ 15 ธันวาคม เริ่มกระบวนการ “ร่วมสร้าง” (Co-creation) แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดและโครงการ
พ.ศ. 2569
• ประเทศไทยจัดทำและเสนอโครงร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านภาครัฐระบบเปิด (NAP) ระยะเวลา 4 ปี (ค.ศ. 2026–2029) ครอบคลุมประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas)
พ.ศ. 2570 – 2573
• ดำเนินการตามแผน NAP ที่กำหนดไว้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อริเริ่มไปสู่การปฏิบัติ
• มีการติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
• มีการทบทวนปรับปรุงแผน (Mandatory Refresh) ในช่วงกลางแผน (ประมาณ 2 ปี) เพื่อประเมินผลลัพธ์ ปรับปรุงแนวทาง และให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แผนและวิธีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ

วิธีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ
1. Action Plan Development
กระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการแห่งชาติ หรือ National Action Plan (NAP) เริ่มจากการรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในภาพรวมของประเทศ ทั้งในรูปแบบการประชุม On-site และช่องทาง Online จากนั้นนำข้อมูล ความเห็น ประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะที่ได้รับมาวิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับความสำคัญของประเด็นนโยบาย (Policy Areas) เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประชุม Multi-Stakeholder Forum หรือ MSF ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณาประเด็นเชิงนโยบายและคัดเลือกข้อเสนอที่เหมาะสมสำหรับการจัดทำแผน NAP
หลังจากผ่านการพิจารณาใน MSF แล้ว จะมีการกำหนด Policy Areas และ Commitments หรือประเด็นนโยบายและข้อผูกพันสำคัญที่ประเทศไทยจะนำไปดำเนินการภายใต้กรอบ OGP ก่อนพัฒนาเป็นรายละเอียดของแผน NAP ผ่านการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายใต้แต่ละโครงการ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน และนำเสนอแผน NAP ในลำดับถัดไป โดยกระบวนการนี้ของประเทศไทยสะท้อนหลักการของภาครัฐระบบเปิด ได้แก่ ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ความรับผิดชอบ (Accountability) และการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม (Technology and Innovation) ซึ่งเป็นเสาหลักของ OGP
2. Reasoned Response and Finalization
หลังจากการรับฟังความคิดเห็นและการรวบรวมข้อเสนอแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความคิดเห็นทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังเชิงสัญลักษณ์ แต่มีการวิเคราะห์ข้อเสนอ พิจารณาความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับกรอบ OGP และความเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นโครงการภายใต้แผน NAP ในขั้นตอนนี้ มีการจัดทำคำอธิบาย เหตุผล หรือคำชี้แจงต่อข้อเสนอที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมสามารถเข้าใจได้ว่าข้อเสนอใดได้รับการนำไปใช้ ข้อเสนอใดจำเป็นต้องปรับปรุง และข้อเสนอใดอาจยังไม่สามารถบรรจุไว้ในแผนได้ในระยะนี้ การมี Reasoned Responses จึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดทำแผน NAP เพราะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับการจัดทำแผน
เมื่อ MSF พิจารณาและตัดสินใจเลือกประเด็นนโยบาย รวมถึงข้อผูกพันที่จะบรรจุในแผนแล้ว จะเข้าสู่การจัดทำรายละเอียดของแผน NAP ฉบับสมบูรณ์ โดยกำหนดสาระสำคัญของแผน แนวทางดำเนินงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรอบเวลาการดำเนินการ จากนั้นจึงเสนอแผนต่อ ก.พ.ร. MSF และคณะรัฐมนตรี รวมถึงเสนอแผนต่อ OGP ตามลำดับ ขั้นตอนนี้ถือเป็นการเปลี่ยนข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นทางการและสามารถนำไปใช้ดำเนินงานได้จริง
3. Planning and Outreach
ในช่วงแรกของกระบวนการจัดทำแผน NAP มีการวางแผนการรับฟังความคิดเห็นและกำหนดพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ การลงพื้นที่และการเปิดรับฟังผ่านช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเสนอความคิดเห็นได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงพื้นที่หรือประเด็นสาธารณะที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้ง การมีช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกล มีข้อจำกัดด้านเวลา หรือไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำแผน NAP สามารถสะท้อนบทบาทของหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่และกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยจัดการประชุม รวบรวมข้อเสนอ และส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการส่วนกลาง การ Outreach หรือการเข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงเป็นหัวใจสำคัญของแผนนี้ เพราะทำให้กระบวนการจัดทำ NAP มีความครอบคลุมและไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย และเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางของกระบวนการ ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นจะถูกนำมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นประเด็นสำหรับหารือใน MSF จากนั้นจึงพัฒนาเป็นร่างแผนและเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอพิจารณาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569