ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ OGP

11 พ.ย. 2568
135

ความเป็นมาและหลักการของ OGP ในภาพรวม

Ogp01

         ภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด หรือ Open Government Partnership (OGP) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีประเทศผู้ก่อตั้งเริ่มต้นจำนวน 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ เพื่อส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและยกระดับธรรมาภิบาลของภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายสาธารณะ พัฒนากลไกความรับผิดรับชอบของภาครัฐ ตลอดจนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการให้บริการสาธารณะและการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

         นับตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน OGP ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี และมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีประเทศสมาชิกมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมเป็นภาคี โดยประเทศไทยได้รับการประกาศเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 นับเป็นประเทศสมาชิกลำดับที่ประมาณ 76 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาระบบราชการให้มีความโปร่งใส เปิดเผย และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

         หลักการสำคัญของ OGP ตั้งอยู่บน “สามเสาหลัก” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารภาครัฐให้มีความเปิดเผย ตรวจสอบได้ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ดังนี้

                  1. ความโปร่งใส (Transparency) หมายถึง การที่ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่สำคัญอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และอยู่ในรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและเอื้อต่อการตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐ
                  2. การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมีความหมาย ตั้งแต่การให้ข้อคิดเห็น การร่วมออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของภาครัฐ
                  3. ความรับผิดรับชอบ (Accountability) หมายถึง การที่ภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการดำเนินงานของตน โดยมีกลไกหรือมาตรการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

         ประเทศสมาชิกจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม (Co-creation) ระหว่างภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อกำหนดนโยบายหรือโครงการที่เป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดภายใต้ประเด็นนบายต่าง ๆ เช่น การต่อต้านการทุจริต ความยุติธรรม และสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม

การดำเนินการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดที่ผ่านมาของประเทศไทย

NAP 18 MAY 2026

         พ.ศ. 2554
                  • ก่อตั้ง Open Government Partnership (OGP) และมีการรับรองปฏิญญาว่าด้วยรัฐบาลเปิด (Open Government Declaration)
                  • มีประเทศผู้ก่อตั้ง 8 ประเทศ ได้แก่ บราซิล อินโดนีเซีย เม็กซิโก นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
                  • มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดรับชอบของภาครัฐในระดับสากล

         พ.ศ. 2555
                  • OGP เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ และเปิดรับประเทศสมาชิกเพิ่มเติมจากทั่วโลก
                  • กำหนดให้ประเทศสมาชิกจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan: NAP)
                  • จัดตั้งกลไกการรายงานอิสระ (Independent Reporting Mechanism: IRM) เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของประเทศสมาชิก

         พ.ศ. 2558 (24 พฤศจิกายน)
                  • คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP
                  • เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิดในระดับนโยบายของประเทศไทย

         พ.ศ. 2561 (4 ธันวาคม)
                  • คณะรัฐมนตรีมีมติปรับเปลี่ยนหน่วยงานรับผิดชอบ โดยมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลักในการสมัครเข้าร่วม OGP เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจด้านการพัฒนาระบบราชการและการบริหารภาครัฐ

         พ.ศ. 2562
                  • สำนักงาน ก.พ.ร. เริ่มดำเนินการขับเคลื่อนการเข้าร่วม OGP อย่างเป็นรูปธรรม
• มีการศึกษาแนวทาง เตรียมความพร้อม และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

         พ.ศ. 2568
                  • เดือนกรกฎาคม ประเทศไทยผ่านการประเมินตามเกณฑ์คุณสมบัติหลักของ OGP ทำให้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ
• วันที่ 2 ธันวาคม คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP
                  • วันที่ 15 ธันวาคม เริ่มกระบวนการ “ร่วมสร้าง” (Co-creation) แผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดและโครงการ

         พ.ศ. 2569
                  • ประเทศไทยจัดทำและเสนอโครงร่างแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านภาครัฐระบบเปิด (NAP) ระยะเวลา 4 ปี (ค.ศ. 2026–2029) ครอบคลุมประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas)

         พ.ศ. 2570 – 2573
                  • ดำเนินการตามแผน NAP ที่กำหนดไว้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อริเริ่มไปสู่การปฏิบัติ
                  • มีการติดตาม ประเมินผล และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
                  • มีการทบทวนปรับปรุงแผน (Mandatory Refresh) ในช่วงกลางแผน (ประมาณ 2 ปี) เพื่อประเมินผลลัพธ์ ปรับปรุงแนวทาง และให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แผนและวิธีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ

roadmap OGP 6

         วิธีการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ

         1. Action Plan Development

                  กระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการแห่งชาติ หรือ National Action Plan (NAP) เริ่มจากการรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในภาพรวมของประเทศ ทั้งในรูปแบบการประชุม On-site และช่องทาง Online จากนั้นนำข้อมูล ความเห็น ประเด็นปัญหา และข้อเสนอแนะที่ได้รับมาวิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับความสำคัญของประเด็นนโยบาย (Policy Areas) เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการประชุม Multi-Stakeholder Forum หรือ MSF ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพิจารณาประเด็นเชิงนโยบายและคัดเลือกข้อเสนอที่เหมาะสมสำหรับการจัดทำแผน NAP

                  หลังจากผ่านการพิจารณาใน MSF แล้ว จะมีการกำหนด Policy Areas และ Commitments หรือประเด็นนโยบายและข้อผูกพันสำคัญที่ประเทศไทยจะนำไปดำเนินการภายใต้กรอบ OGP ก่อนพัฒนาเป็นรายละเอียดของแผน NAP ผ่านการจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายใต้แต่ละโครงการ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน และนำเสนอแผน NAP ในลำดับถัดไป โดยกระบวนการนี้ของประเทศไทยสะท้อนหลักการของภาครัฐระบบเปิด ได้แก่ ความโปร่งใส (Transparency) การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ความรับผิดชอบ (Accountability) และการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรม (Technology and Innovation) ซึ่งเป็นเสาหลักของ OGP

         2. Reasoned Response and Finalization

                  หลังจากการรับฟังความคิดเห็นและการรวบรวมข้อเสนอแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำความคิดเห็นทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังเชิงสัญลักษณ์ แต่มีการวิเคราะห์ข้อเสนอ พิจารณาความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับกรอบ OGP และความเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นโครงการภายใต้แผน NAP ในขั้นตอนนี้ มีการจัดทำคำอธิบาย เหตุผล หรือคำชี้แจงต่อข้อเสนอที่ได้รับจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมสามารถเข้าใจได้ว่าข้อเสนอใดได้รับการนำไปใช้ ข้อเสนอใดจำเป็นต้องปรับปรุง และข้อเสนอใดอาจยังไม่สามารถบรรจุไว้ในแผนได้ในระยะนี้ การมี Reasoned Responses จึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการจัดทำแผน NAP เพราะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับการจัดทำแผน

                  เมื่อ MSF พิจารณาและตัดสินใจเลือกประเด็นนโยบาย รวมถึงข้อผูกพันที่จะบรรจุในแผนแล้ว จะเข้าสู่การจัดทำรายละเอียดของแผน NAP ฉบับสมบูรณ์ โดยกำหนดสาระสำคัญของแผน แนวทางดำเนินงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกรอบเวลาการดำเนินการ จากนั้นจึงเสนอแผนต่อ ก.พ.ร. MSF และคณะรัฐมนตรี รวมถึงเสนอแผนต่อ OGP ตามลำดับ ขั้นตอนนี้ถือเป็นการเปลี่ยนข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ ให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการที่เป็นทางการและสามารถนำไปใช้ดำเนินงานได้จริง

         3. Planning and Outreach

                  ในช่วงแรกของกระบวนการจัดทำแผน NAP มีการวางแผนการรับฟังความคิดเห็นและกำหนดพื้นที่เป้าหมายทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ การลงพื้นที่และการเปิดรับฟังผ่านช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเสนอความคิดเห็นได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงพื้นที่หรือประเด็นสาธารณะที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง อีกทั้ง การมีช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ห่างไกล มีข้อจำกัดด้านเวลา หรือไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในพื้นที่ได้ นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำแผน NAP สามารถสะท้อนบทบาทของหน่วยงานสนับสนุนในพื้นที่และกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยจัดการประชุม รวบรวมข้อเสนอ และส่งต่อข้อมูลเข้าสู่กระบวนการส่วนกลาง การ Outreach หรือการเข้าถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจึงเป็นหัวใจสำคัญของแผนนี้ เพราะทำให้กระบวนการจัดทำ NAP มีความครอบคลุมและไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย และเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางของกระบวนการ ข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นจะถูกนำมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นประเด็นสำหรับหารือใน MSF จากนั้นจึงพัฒนาเป็นร่างแผนและเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอพิจารณาในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า