สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับมูลนิธิ WFD จัดกิจกรรม “ออกแบบอนาคตประเทศไทยกับการจัดทำแผน NAP ของ OGP” จังหวัดขอนแก่น

21 ก.พ. 2569
1
01 6
Screenshot

         วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประเทศอังกฤษ (Westminster Foundation for Democracy : WFD) เชิญผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชุมระดมความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก OGP นำโดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธาน อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สรุปสาระสำคัญดังนี้

         ผลจากการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมที่มีต่อประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas) ของ OGP สรุปได้ดังนี้

         1) นโยบายที่สำคัญเร่งด่วน 3 อันดับแรก : ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ความสำคัญกับ “การต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ” (Anti-Corruption and Integrity) เป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับที่ 1 เนื่องจากถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาในทุกมิติ รองลงมาคือประเด็นความยุติธรรม (Justice) สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate and Environment) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความสำคัญกับการตรวจสอบงบประมาณและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

         2) การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน : ข้อเสนอเน้นไปที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การผลักดันเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และการขับเคลื่อน พรบ.จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้โดยตรง นอกจากนี้ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Blockchain และ AI มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลเพื่อทลายระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตำแหน่งอย่างจริงจัง

         3) การมีส่วนร่วมแก้ปัญหาาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม : ที่ประชุมเห็นควรให้ใช้มาตรการ “จูงใจควบคู่การบังคับ” โดยเฉพาะการจัดการปัญหาการเผาในภาคเกษตรกรรม ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนตลาดรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมนวัตกรรม Bio-Refinery เพื่อแปรรูปกากอ้อยและฟางข้าวแทนการเผาทิ้ง รวมถึงการใช้ประกาศห้ามเผาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในช่วงวิกฤต โดยต้องมีการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชนในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

         4) ข้อมูลที่ภาครัฐควรเปิดเผยมากที่สุด : ประชาชนต้องการเข้าถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะโดยตรง รองลงมาคือข้อมูลด้านสิทธิสวัสดิการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการรับความช่วยเหลือ ข้อมูลหน่วยงานตรวจสอบ ข้อมูลการออกใบอนุญาต และข้อมูลการบริหารงบประมาณรายจ่ายตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งจากภาคประชาชนและสร้างความโปร่งใสทางการเงินของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่

         5) การพัฒนา Smart City และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน : ข้อเสนอเชิงนโยบายเน้นการสร้าง “Smart Citizen” ที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี โดยภาครัฐต้องจัดทำแผนแม่บทที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงตามวาระทางการเมือง พร้อมจัดตั้งระบบ “Citizen Feedback Loop” ให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามผลได้แบบ Real-time สำหรับการจัดการขยะเสนอให้ใช้แนวคิด “ผู้สร้างมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ผ่านการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณจริง และส่งเสริมการคัดแยกขยะต้นทางเพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์หรือสวัสดิการชุมชน

         จากการระดมความเห็นต่อประเด็นสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม สรุปดังนี้

         1) การพัฒนา Smart City และระบบขนส่ง (Mobility) : ปัญหาหลักคือการขาดความต่อเนื่องของแผนงานและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แนวทางการแก้ไขคือการจัดทำแผนแม่บทระดับเมืองที่มีกลไกจัดการชัดเจน และการใช้ประโยชน์จาก Data Center ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการเชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการออกแบบเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย (Inclusive Design) เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ให้เข้าถึงสวัสดิการเมืองได้อย่างเท่าเทียม

         2) ปัญหาการเผาในภาคเกษตรกรรมและมลพิษทางอากาศ : พบปัญหาการเผาอ้อยและตอซังข้าวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศอย่างรุนแรง แนวทางการแก้ไขคือการสนับสนุนเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนการเผา และการเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ รวมถึงการใช้ระบบจองคิวการเผาเพื่อลดความรุนแรงของมลพิษสะสมและลดการต่อต้านจากชุมชน

         3) การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมชุมชน : ปัญหาขยะล้นเมืองและพื้นที่กำจัดไม่ถูกวิธีส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ข้อเสนอที่สำคัญคือการเพิ่มแรงจูงใจในการคัดแยกขยะต้นทาง เช่น โครงการขยะแลกไข่ หรือธนาคารขยะชุมชน และการยกระดับเทคโนโลยีการกำจัดขยะปลายทางให้เป็นระบบปิดที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าขยะที่คัดแยกมาจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างเหมาะสม

         4) การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน : ปัญหาหลักคือค่านิยมอุปถัมภ์และการแทรกแซงทางการเมืองที่ทำให้กระบวนการทำงานซับซ้อนและเกิดช่องว่างการทุจริต ข้อเสนอที่สำคัญคือการปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain และ AI เข้ามาช่วยเปิดเผยเอกสารต่อสาธารณะ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกและ Mindset สุจริตตั้งแต่ระดับเยาวชนเพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งในระยะยาว

         Next Step : สำนักงาน ก.พ.ร. จะเดินหน้าร่วมกับทุกภาคส่วน นำข้อเสนอจากเวทีขอนแก่นไปต่อยอดสู่แผน NAP ของ OGP ที่ ‘เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม’ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่และประเทศอย่างยั่งยืน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุ้กกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ปุ่มตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์และประเมินผลการใช้งาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ ก.พ.ร. ทราบถึงการปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในการใช้บริการเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. รวมถึงหน้าเพจหรือพื้นที่ใดของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยม ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลด้านอื่น ๆ ก.พ.ร. ยังใช้ข้อมูลนี้เพื่อการปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์ และเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานมากขึ้น ถึงแม้ว่า ข้อมูลที่คุกกี้นี้เก็บรวบรวมจะเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และนำมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติเท่านั้น การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ ก.พ.ร. ไม่สามารถทราบปริมาณผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ และไม่สามารถประเมินคุณภาพการให้บริการได้

  • คุกกี้เพื่อการโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้เป็นคุกกี้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงเว็บไซต์ของบุคคลที่สาม ซึ่งเก็บข้อมูลการเข้าใช้งานและเว็บไซต์ที่ท่านได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของ ก.พ.ร. ทั้งนี้ หากท่านปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะไม่ส่งผลต่อการใช้งานเว็บไซต์ของ ก.พ.ร. แต่จะส่งผลให้การนำเสนอสินค้าหรือบริการบนเว็บไซต์อื่น ๆ ไม่สอดคล้องกับความสนใจของท่าน

บันทึกการตั้งค่า