
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประเทศอังกฤษ (Westminster Foundation for Democracy : WFD) เชิญผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชุมระดมความเห็นในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ในฐานะที่ไทยเป็นสมาชิก OGP นำโดยนายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธาน อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สรุปสาระสำคัญดังนี้
ผลจากการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมที่มีต่อประเด็นนโยบายที่สำคัญ (Policy Areas) ของ OGP สรุปได้ดังนี้
1) นโยบายที่สำคัญเร่งด่วน 3 อันดับแรก : ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ความสำคัญกับ “การต่อต้านทุจริตและประพฤติมิชอบ” (Anti-Corruption and Integrity) เป็นภารกิจเร่งด่วนอันดับที่ 1 เนื่องจากถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาในทุกมิติ รองลงมาคือประเด็นความยุติธรรม (Justice) สภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate and Environment) และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนในภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความสำคัญกับการตรวจสอบงบประมาณและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวใจหลักของการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน
2) การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน : ข้อเสนอเน้นไปที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การผลักดันเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และการขับเคลื่อน พรบ.จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้โดยตรง นอกจากนี้ยังเสนอให้นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Blockchain และ AI มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ควบคู่ไปกับการปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลเพื่อทลายระบบอุปถัมภ์และการซื้อขายตำแหน่งอย่างจริงจัง
3) การมีส่วนร่วมแก้ปัญหาาสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม : ที่ประชุมเห็นควรให้ใช้มาตรการ “จูงใจควบคู่การบังคับ” โดยเฉพาะการจัดการปัญหาการเผาในภาคเกษตรกรรม ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนตลาดรับซื้อผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมนวัตกรรม Bio-Refinery เพื่อแปรรูปกากอ้อยและฟางข้าวแทนการเผาทิ้ง รวมถึงการใช้ประกาศห้ามเผาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดในช่วงวิกฤต โดยต้องมีการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชนในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
4) ข้อมูลที่ภาครัฐควรเปิดเผยมากที่สุด : ประชาชนต้องการเข้าถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างมากที่สุดเนื่องจากเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะโดยตรง รองลงมาคือข้อมูลด้านสิทธิสวัสดิการเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการรับความช่วยเหลือ ข้อมูลหน่วยงานตรวจสอบ ข้อมูลการออกใบอนุญาต และข้อมูลการบริหารงบประมาณรายจ่ายตามลำดับ ทั้งนี้เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบที่เข้มแข็งจากภาคประชาชนและสร้างความโปร่งใสทางการเงินของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่
5) การพัฒนา Smart City และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน : ข้อเสนอเชิงนโยบายเน้นการสร้าง “Smart Citizen” ที่รู้เท่าทันเทคโนโลยี โดยภาครัฐต้องจัดทำแผนแม่บทที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงตามวาระทางการเมือง พร้อมจัดตั้งระบบ “Citizen Feedback Loop” ให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามผลได้แบบ Real-time สำหรับการจัดการขยะเสนอให้ใช้แนวคิด “ผู้สร้างมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ผ่านการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณจริง และส่งเสริมการคัดแยกขยะต้นทางเพื่อนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์หรือสวัสดิการชุมชน
จากการระดมความเห็นต่อประเด็นสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม สรุปดังนี้
1) การพัฒนา Smart City และระบบขนส่ง (Mobility) : ปัญหาหลักคือการขาดความต่อเนื่องของแผนงานและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน แนวทางการแก้ไขคือการจัดทำแผนแม่บทระดับเมืองที่มีกลไกจัดการชัดเจน และการใช้ประโยชน์จาก Data Center ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการเชื่อมโยงข้อมูลทุกภาคส่วน โดยมุ่งเน้นการออกแบบเทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่าย (Inclusive Design) เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ให้เข้าถึงสวัสดิการเมืองได้อย่างเท่าเทียม
2) ปัญหาการเผาในภาคเกษตรกรรมและมลพิษทางอากาศ : พบปัญหาการเผาอ้อยและตอซังข้าวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศอย่างรุนแรง แนวทางการแก้ไขคือการสนับสนุนเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนการเผา และการเปลี่ยนจากการประกันราคาเป็นการจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ รวมถึงการใช้ระบบจองคิวการเผาเพื่อลดความรุนแรงของมลพิษสะสมและลดการต่อต้านจากชุมชน
3) การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมชุมชน : ปัญหาขยะล้นเมืองและพื้นที่กำจัดไม่ถูกวิธีส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ข้อเสนอที่สำคัญคือการเพิ่มแรงจูงใจในการคัดแยกขยะต้นทาง เช่น โครงการขยะแลกไข่ หรือธนาคารขยะชุมชน และการยกระดับเทคโนโลยีการกำจัดขยะปลายทางให้เป็นระบบปิดที่ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าขยะที่คัดแยกมาจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่ออย่างเหมาะสม
4) การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน : ปัญหาหลักคือค่านิยมอุปถัมภ์และการแทรกแซงทางการเมืองที่ทำให้กระบวนการทำงานซับซ้อนและเกิดช่องว่างการทุจริต ข้อเสนอที่สำคัญคือการปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้เทคโนโลยี Blockchain และ AI เข้ามาช่วยเปิดเผยเอกสารต่อสาธารณะ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกและ Mindset สุจริตตั้งแต่ระดับเยาวชนเพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งในระยะยาว
Next Step : สำนักงาน ก.พ.ร. จะเดินหน้าร่วมกับทุกภาคส่วน นำข้อเสนอจากเวทีขอนแก่นไปต่อยอดสู่แผน NAP ของ OGP ที่ ‘เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม’ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในพื้นที่และประเทศอย่างยั่งยืน

















