หน้าหลัก ก.พ.ร. ไทย   |   Eng   |   Mobile   |   Help   |   Theme:

หน้าหลัก หน้าหลัก | ติดต่อ | ผังเว็บไซต์ | ค้นหาข้อมูล  
Share แชร์ พิมพ์หน้านี้
ยุทธศาสตร์ปี 2551-2555 / ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 (มีส่วนร่วม) / การพัฒนาการบริหารราชการแบบบูรณาการ / การพัฒนาการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ

การพัฒนาการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ

| ผู้รับผิดชอบ: กลุ่มยุทธศาสตร์ สำนักพัฒนาโครงสร้างฯ สำนักเผยแพร่ฯ สำนักพัฒนาระเบียบราชการส่วนภูมิภาคฯ

การพัฒนาระบบบริหารราชการแบบบูรณาการ จะประกอบด้วยการพัฒนาระบบบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และการพัฒนาระบบบริหารราชการในต่างประเทศแบบบูรณาการ

ที่มา

การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เน้นมิติของหน้าที่องค์การ (Function) ไม่สามารถตอบสนองและรองรับการบริหารราชการในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องเน้นมิติพื้นที่ (Area) โดยมีการจัดระเบียบความสัมพันธ์ของการบริหารราชการในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม มีเอกภาพ และสามารถบูรณาการเพื่อเชื่อมโยงการทำงานในระหว่างมิติและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน กระทรวงมหาดไทย55 ได้นำแนวคิดเรื่องผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการไปทดลองในจังหวัดนำร่อง เป็นการทดลองกระจายอำนาจในระดับจังหวัดให้มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โดยปรับให้จังหวัดมีฐานะเสมือนหน่วยธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Business Unit : SBU) โดยเริ่มโครงการจังหวัดทดลองแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนา 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง ศรีสะเกษ ชัยนาท ภูเก็ต และจังหวัดนราธิวาส และกำหนดให้มีจังหวัดเทียบเคียง 5 จังหวัด คือ จังหวัดพิษณุโลก สุรินทร์ อ่างทอง พังงา และจังหวัดปัตตานี มีกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี (1 ตุลาคม 2544 30 กันยายน 2545) โดยมอบให้สถาบันการศึกษารับผิดชอบดำเนินการและติดตามประเมินผล พบว่าการดำเนินงานในภาพรวมมีประสิทธิผล และประชาชนมีความพึงพอใจสูงกว่าจังหวัดเปรียบเทียบ จึงได้นำไปสู่การขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 75 จังหวัด56

ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2546-2547

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ใช้การบริหารงานแบบบูรณาการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป และเพื่อให้การบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงาน ก.พ.ร. ได้นำเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และสนับสนุนการบริหารดังกล่าวโดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

1. การพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง

สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการพัฒนาของประเทศ โดยความร่วมมือทางวิชาการจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง? โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้แทนจากภาคเอกชน ได้แก่ ผู้แทนหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย โดยดำเนินการในช่วงตั้งแต่วันที่ 8 - 21 กันยายน 2546

2. กรอบแนวทางการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ
แนวทางการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ มี 4 แนวทาง57 คือ แนวทางการสรรหาและแต่งตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวดแนวทางการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด การบริหารงานแบบบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและกรอบแนวทางการกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้
2.1 แนวทางการสรรหาและคัดเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด โดยที่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นตำแหน่งนักบริหารที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Post) จึงได้ปรับระบบการสรรหาเป็นระบบเปิดกว้าง ซึ่งระยะแรก จะสรรหาจากข้าราชการระดับสูง (ระดับ 9-10) ทั้งหมดที่มีอยู่ในทุกส่วนราชการ และระยะต่อไปจะสรรหาจากบุคคลภายนอกภาคราชการด้วย โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ 2 ระดับ คือคณะกรรมการสรรหา และคณะกรรมการคัดเลือก ผู้ว่าราชการจังหวัด
2.2 แนวทางการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มเติม จากที่เคยมอบอำนาจไว้เดิมในโครงการจังหวัดทดลองแบบบูรณาการเพื่อการพัฒนา โดยเป็นการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากโครงการจังหวัดทดลองที่ผ่านมาอันเกิดจากการมอบอำนาจที่ไม่เพียงพอ และไม่ตรงกับความต้องการของจังหวัด โดยมีการมอบอำนาจจากส่วนกลางให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มเติมจากที่เคยมอบอำนาจไว้เดิม ได้แก่ ด้านการสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ และการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่นๆ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารงบประมาณ

2.3 แนวทางการบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการบริหารงานแบบบูรณาการให้มีความเหมาะสมมากขึ้นในรูปของการรวมกลุ่มจังหวัดที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยให้การวางกรอบทิศทางการดำเนินงานและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีระบบสอดคล้องกันยิ่งขึ้น และร่วมกันแก้ไขปัญหาระหว่างจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้มีการวางยุทธศาสตร์ในระดับกลุ่มจังหวัด (ภาพที่ 1-5) และปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานในลักษณะการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน โดยได้มีการแบ่งกลุ่มจังหวัดเป็น 19 กลุ่มจังหวัด (ภาพที่ 1-6) และแบ่งกลุ่มจังหวัดตามยุทธศาสตร์ (ภาพที่ 1-7)

ภาพที่ 1- 5 การบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด


ภาพที่ 1-6 กลุ่มจังหวัดจัดตามพื้นที่

ภาพที่ 1-7 กลุ่มจังหวัดจัดตามยุทธศาสตร์

2.4 กรอบแนวทางการกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี
2.4.1. สืบเนื่องจากนโยบายของนายกรัฐมนตรีให้มีการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ จึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการใน 3 มิติ (ภาพที่ 1-8) คือ

  • มิติด้านภารกิจ (Function) คือ การกำกับดูแลกระทรวงในความรับผิดชอบ
  • มิติด้านพื้นที่ (Area) เพื่อสนับสนุนการบริหารงานแบบบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด
    จึงมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนมีพื้นที่ (จังหวัด) ในการกำกับดูแล
  • มิติด้านปัญหาเฉพาะด้านหรือที่เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล เป็นวาระแห่งชาติ (Agenda)

ทั้งนี้ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย


ภาพที่ 1-8 ระบบบริหารงานแบบเมตริกส์

2.4.2 กำหนดกรอบแนวทางในการกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี58 ดังนี้

  • กำหนดให้มี คณะกรรมการกำกับการติดตามการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาค ซึ่งปรับเปลี่ยนจากการประชุมร่วมของรองนายกรัฐมนตรี และให้สำนักเลขานุการอำนวยการและประสานการกำกับการ
    ปฏิบัติราชการในภูมิภาค (ส.อปภ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปรับเปลี่ยนเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค: ส.กกภ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานราชการเกี่ยวกับการกำกับการปฏิบัติราชการของรองนายกรัฐมนตรี
  • ให้สำนักนายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนกลไกของระบบตรวจราชการโดยการปรับกลไกคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งปรับบทบาทของผู้ตรวจราชการระดับสำนักนายกรัฐมนตรี และปรับกลไกการตรวจราชการในระดับกระทรวง และระดับกรม
  • ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อสำรองกรณีฉุกเฉิน โดยให้แต่งตั้งคณะทำงานคณะหนึ่งทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินของแผนงาน/โครงการต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านในการอนุมัติการใช้จ่าย
  • ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นผู้รับผิดชอบในการวางระบบข้อมูลที่จะใช้ในการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารระหว่างศูนย์ปฏิบัติการของนายกรัฐมนตรี (PMOC) ศูนย์ปฏิบัติการของกระทรวง (MOC) และศูนย์ปฏิบัติการของกรม (DOC) และให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารร่วมกับกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบในการเชื่อมต่อข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรีระหว่าง
    ศูนย์ปฏิบัติการของจังหวัด (POC)

2.4.3. การกำหนดให้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 ระเบียบดังกล่าว59 มี สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  • ยึดหลักการว่าการมอบหมายอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติงานของนายกรัฐมนตรีให้แก่รองนายกรัฐมนตรีมีความมุ่งหมายที่จะให้รองนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการทั้งในงานและในเขตพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่เสมือนเป็นการดำเนินการของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานราชการให้เป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพโดยไม่ขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่
  • กำหนดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค (กกภ.)
  • การกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคและการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีตามระเบียบดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการแทนนายกรัฐมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทุกเรื่อง เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะสั่งการเป็นอย่างอื่น และรวมถึงอำนาจหน้าที่ในด้านต่างๆ ได้แก่ การให้ความเห็นชอบในการจัดทำและการปรับปรุงยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดที่รับผิดชอบ การกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคและประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้ว่าราชการจังหวัด การกำกับโดยทั่วไปซึ่งราชการในภูมิภาคตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย การวินิจฉัยสั่งการให้หน่วยงานของรัฐในเขตพื้นที่รับผิดชอบปฏิบัติหรือยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรี การเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในจังหวัด
    ต่อนายกรัฐมนตรี และการให้คำแนะนำในการพัฒนาประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
  • มีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในภูมิภาค ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแล้วจะเกิดความเสียหายและ
    มีผลกระทบต่อประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่ โดยให้รองนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการอนุมัติการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้แก่หน่วยงานของรัฐในวงเงินไม่เกินคนละหนึ่งร้อยล้านต่อปี หากเกินวงเงินให้รองนายกรัฐมนตรีเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติตามความจำเป็นเร่งด่วนเป็นกรณีไป
  • สำหรับกลไกการดำเนินงาน ได้กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค (ส.กกภ.) เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(ภาพที่ 1-9) เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการและงานเลขานุการของคณะกรรมการ รวมทั้งมีหน้าที่ในการช่วยอำนวยการ ประสานงานและเป็นศูนย์กลางในการประสานงานด้านสารสนเทศที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

3. การจัดทำยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัด
ผู้ว่าราชการจังหวัดได้จัดทำยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
17 พฤศจิกายน 2546 เมื่อยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดได้นำเสนอยุทธศาสตร์จังหวัดอีกครั้งต่อรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ เพื่อจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการระหว่างรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด และการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของกลุ่มจังหวัด/จังหวัดต่อไป

4. การส่งเสริมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ
สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการสนับสนุนการขยายผลการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

- การจัดสัมมนาชี้แจงแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการพัฒนาระบบราชการและการบริหารการเปลี่ยนแปลงในจังหวัด (CCO จังหวัด) กลุ่มพัฒนาระบบราชการของจังหวัด 75 จังหวัด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อให้เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด CEO และการบริหารการเปลี่ยนแปลงของจังหวัด

- การจัดทำคู่มือแนวทางการบริหารคุณภาพระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามประเมินผล เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการของจังหวัดให้มีความเป็นเลิศ และบรรลุผลตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด/จังหวัดที่วางไว้ รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบประเมินตนเองเบื้องต้น (Self ? assessment) ในการนำยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด/จังหวัด ไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

- จัดให้มีเจ้าหน้าที่สำนักงาน ก.พ.ร. รับผิดชอบการพัฒนาระบบราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัด (Area Officer) เพื่อเชื่อมโยงและประสานการทำงานร่วมกับกลุ่มจังหวัด/จังหวัด

- การติดตามประเมินผลความก้าวหน้าของการดำเนินงาน 6 เดือน ตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด ระบบรายงานของผู้ตรวจราชการ

ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548

การขยายผลการดำเนินงานจังหวัดแบบบูรณาการสำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2548 การผลักดันเรื่องสำคัญที่ ก.พ.ร. ได้ดำเนินการ จะเป็นเรื่องที่เป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินงานต่อจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2546-2547 การดำเนินการที่สำคัญมี ดังนี้

1. การติดตามประเมินผลความก้าวหน้าของการดำเนินงาน 6 เดือน และการดำเนินงานรอบ 12 เดือน ตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด ทั้งนี้ ในการติดตามความก้าวหน้าดังกล่าว สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ไปให้คำปรึกษาแนะนำแก่กลุ่มจังหวัดและจังหวัด จำนวน 19 กลุ่มจังหวัด/75 จังหวัด

2. การดำเนินโครงการขยายผลต้นแบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ริเริ่มดำเนินการเพื่อพัฒนาระบบการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการเพื่อศึกษาปัญหา และอุปสรรคการบริหารราชการของจังหวัดในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ รวมทั้งเพื่อสรุปบทเรียนจากประสบการณ์การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการของจังหวัด 75 จังหวัด ซึ่งจะนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีหรือข้อพึงระวังในการบริหารราชการของจังหวัด ตลอดจนเพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

3. การประชุมเชิงปฏิบัติการ ?การพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง (CEO Retreat II) เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและจังหวัด ตลอดจนนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานของจังหวัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สำนักงาน ก.พ.ร. จึงได้ดำเนินการจัดประชุมในเรื่องดังกล่าว โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

3.1 จัดประชุมทางไกลผ่านเครือข่ายกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2548 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ.ร. และกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงผู้ว่าราชการจังหวัด
ทุกจังหวัดทราบแนวทางการทบทวนประเด็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด
3.2 จัดประชุมเตรียมความพร้อมให้มีการทบทวนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและจังหวัด (Pre-Workshop) เมื่อวันที่ 21-22 ธันวาคม 2548 โดยได้มีการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด 75 จังหวัด และทีมงาน ผู้แทนหน่วยงานกลางและผู้แทนจากภาคเอกชนมาร่วมประชุม เพื่อทบทวนและจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ โดยให้แต่ละกลุ่มจังหวัดพัฒนารูปแบบการดำเนินงานเชิงธุรกิจ (Business Model) ตามประเด็นยุทธศาสตร์และกำหนดเป้าหมายในช่วงปี 2550-2551 รวมถึงจัดทำแผนงาน/โครงการสำคัญ เพื่อนำเสนอขอสนับสนุนงบประมาณปี 2550 ต่อไป
3.3 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ?การพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง (CEO RetreaII)? ในวันที่
4 - 6 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการนำผลการทบทวนยุทธศาสตร์ที่ได้รับความเห็นชอบจากทุกภาคส่วนในระดับกลุ่มจังหวัดมาตกลงร่วมกันกับหน่วยงานในส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่พิจารณาประเด็นยุทธศาสตร์แผนงาน/โครงการทั้ง 19 กลุ่มจังหวัดในวันที่ 5 มกราคม 2549 และสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 6 มกราคม 2549 เป็นการให้นโยบาย ทิศทาง การปฏิบัติราชการแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด และการนำเสนอการทบทวนยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและแผนงาน/โครงการประจำปีงบประมาณ 2550-2551 ทั้ง 19 กลุ่มจังหวัด


3.4 สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดทำข้อเสนอการปรับปรุงระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ เพื่อให้ระบบการบริหารงานดังกล่าวมีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ?การพัฒนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลง (CEO Retreat II) โดยได้จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อปรับระบบการบริหารงานในรูปแบบดังกล่าว60 ดังนี้

1) พัฒนากลไกเชื่อมโยงการทำงานระหว่างกระทรวง กรมและกลุ่มจังหวัดให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่เป็นเจ้าภาพในเรื่องใด ควรจะทำหน้าที่เป็นตัวประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยอาจมอบหมายรองปลัดกระทรวงคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ซึ่งในส่วนของ ก.พ.ร. ได้จัดตัวชี้วัดร่วมเพื่อเชื่อมความรับผิดชอบในการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงกับผู้ว่าราชการจังหวัด และเน้นการทำงานระหว่างกลุ่มจังหวัด (Inter Cluster) เพิ่มมากขึ้น
2) การจัดให้มีหัวหน้ากลุ่มจังหวัด/สำนักบริหารยุทธศาสตร์ระดับกลุ่มจังหวัด (Office of Strategy Management : OSM)
3) การปรับโครงสร้างราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อนำร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
4) การตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา โดยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคณะกรรมการที่ปรึกษา โดยบางกลุ่มจังหวัดอาจมีที่ปรึกษาที่มาจากภาคเอกชน หรือที่ปรึกษาต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้มีมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาคได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดตั้ง ?สถาบันยุทธศาสตร์พัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ?
เข้ามาร่วมในการดำเนินงาน โดยเข้ามาช่วยในส่วนของ Business Intelligence
5) การกำหนดให้มี Trouble Shooting Team ซึ่งเป็นเรื่องที่ทาง ก.พ.ร. จะต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะเรื่อง Executive Coaching Team ที่จะไปช่วยในการให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป
6) บทบาทของรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมุ่งเน้นบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มจังหวัด โดยเน้นมุมมองการพัฒนากลุ่มจังหวัดตามยุทธศาสตร์
7) การกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัดให้มีความต่อเนื่อง โดยควรมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2-3 ปี เพื่อที่จะได้สามารถผลักดันยุทธศาสตร์ให้มีความต่อเนื่องได้
8) หลักสูตรการเตรียมผู้ว่าราชการจังหวัด CEO ซึ่งเป็นแนวคิดในการส่งเสริมและพัฒนาระบบการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ
9) การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน


55 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2544

56 มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546

57 มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546

58 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546

59 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547

60 คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2549มีมติรับทราบสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว โดยให้กระทรวงมหาดไทยรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการฯ ในประเด็นการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของกระทรวงมหาดไทยไปพิจารณาดำเนินการต่อไป และให้สำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ก.พ. รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการฯ ในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการโดยมีผู้ว่าซีอีโอ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

 


เผยแพร่ข้อมูลเมื่อ 14 กรกฎาคม 2551 09:48:27 ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 กรกฎาคม 2551 09:48:27
    ลิงค์     |     สมาชิกเครือข่าย     |     RSS feed     |     คำถามที่พบบ่อย            
    Facebook สำนักงาน ก.พ.ร.   PMQA Channel  Webmail | Intranet สำหรับข้าราชการ | ผังเว็บไซต์




สงวนลิขสิทธิ์โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

59/1 ถนนพิษณุโลก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทร. 02 356 9999 โทรสาร 02 281 8328 สายด่วน 1785 e-mail: administrator@opdc.go.th